ทำความรู้จักกับ อาหารค่ำมื้อสุดท้าย ให้มากขึ้น

art Thelast supper

งานศิลปะชิ้นนี้จัดเป็นงานระดับตำนานอีกหนึ่งชิ้น และผู้เขียนเชื่อว่าผู้อ่านหลายๆ คนคงได้ยินชื่อเสียงเรียงนามกันมาบ้าง ‘อาหารค่ำมื้อสุดท้าย’ หรือ “The Last Supper” เป็นจิตรกรรมฝาผนังซึ่งถูกสร้างจากฝีมือของ “Leonardo da Vinci” จิตกรระดับโลก เขาวาดให้แก่ Ludovico Sforza ผู้อุปถัมภ์ สำหรับภาพบอกเล่าเรื่องราวของเหตุการณ์ตามพระวรสารภาพการรับประทานอาหารค่ำมื้อสุดท้ายระหว่างพระเยซูกับอัครทูต ก่อนพระองค์จะถูกทรยศ ภาพวาดนี้ไม่อาจเคลื่อนย้ายไปไหนมาไหนได้ เพราะวาดบนผนัง อีกทั้งยังเป็นภาพวาดขนาดใหญ่ที่สุดของ “Leonardo da Vinci” ซึ่งยังคงมีสภาพดี สามารถให้มองเห็นได้อย่างสมบูรณ์ ณ ปัจจุบัน อีกทั้งยังจัดเป็นหนึ่งในบรรดาจิตรกรรมฝาพนังที่รู้จักกันดีทั่วโลก

“The Last Supper” ต้องการแสดงให้ผู้ชมเห็นถึงท่าทางของอัครสาวกแต่ล่ะคน ในช่วงเวลาอันน่าตกใจ เหตุการณ์นี้พระเยซูได้ทำนายว่า หนึ่งในผู้ร่วมโต๊ะจะทรยศ โดยชื่อถูกกล่าวถึงใน The Notebooks of Leonardo Da Vinci หน้า 232 แห่งศตวรรษที่ 19

ภาพนี้ซ่อนอะไรไว้บ้าง ?

  • Judas Iscariot คือ สาวกผู้ทรยศพระเยซู เพราะภาพปรากฏว่าเขากำลังถือถุงเงินอยู่ เนื่องจากเขาได้ขายพระเยซูไปแล้ว โดยรับเงินจากพวกฟาริสีเขาเตรียมตัวส่งมอบพระองค์ให้แก่ศัตรูในเวลาถัดไป
  • Peter เป็นสาวกผู้เดียวถือมีดเอาไว้ เนื่องจากอีกไม่นานเขาจะทำการตัดหูของทหารโรมัน ซึ่งเข้ามาจับกุมพระเยซู
  • Thomas ได้ชี้นิ้วขึ้นไปบนฟ้า เป็นการบอกถึงถึงเหตุการณ์ในพระคัมภีร์เรื่องพระเยซูจะเสด็จสู่สวรรค์ รวมทั้งท่าทางที่เขาเอานิ้วชี้แยงสีข้างของพระเยซู แสดงถึงเหตุการณ์ว่าพระองค์จะฟื้นคืนพระชนม์

การจัดภาพนี้ของ “Leonardo da Vinci” เขาได้จัดกลุ่มสาวกทั้ง 12 คน ออกเป็นกลุ่ม 3 คน ด้วยการจัดวางแบบ 3 เหลี่ยม และวาดหน้าต่าง 3 บานไว้บริเวณด้านหลัง โดยทำให้แสงสามารถส่องเข้ามาในห้อง ซึ่งแสงเป็นการสื่อความถึงสวรรค์และความศักดิ์สิทธิ์ ส่วนพระเยซูที่อยู่ตรงกลางทรงนั่งอยู่ในท่าทาง 3 เหลี่ยม ที่มีความสมบูรณ์ในตัวเองเพียงคนเดียว ไม่จำต้องไปประกอบกับใคร นี่คือสิ่งที่ศิลปินต้องการสื่อความหมายถึงเรื่องตรีเอกภาพของพระเจ้า , พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ โดยการจัดองค์ประกอบแบบ 3 เหลี่ยมนี้ เป็นหนึ่งวิธีที่พบมากในงานจิตรกรรมศาสนาในยุค Renaissance

นอกจากนี้ “Leonardo da Vinci” ยังใช้เทคนิคการจัดวางภาพด้วยการวางวัตถุต่างๆ ไว้บนเส้น Perspective ซึ่งจุดที่ทุกคนต้องมอง คือ ศีรษะของพระเยซู ซึ่งมีความหมายว่าพระองค์ทรงเป็นต้นกำเนิดของทุกสิ่งนั่นเอง

ประวัติภาพ สาวใส่ต่างหูมุก Girl with a Pearl Earring

Girl with a Pearl Earring Photo live

ภาพ “Girl with a Pearl Earring” หรือชื่อในภาษาไทยคือ “สาวใส่ต่างหูมุก” เป็นภาพเขียนเทคนิคสีน้ำมัน ผู้เขียนภาพนี้คือนาย Johannes Vermeer จิตรกรชาวดัตช์ ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงยุค Baroque ปัจจุบันนี้ “Girl with a Pearl Earring” ถูกนำไปจัดแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑสถานศิลปะ Mauritshuis ในกรุง The Hague ประเทศเนเธอร์แลนด์ Johannes Vermeer เขียนภาพ “Girl with a Pearl Earring” จนเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1665 เธอคนนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “Mona Lisa ทางเหนือ” หรือ “Mona Lisa ของชาวดัตช์”

หญิงสาวสวย ในรูปนี้ไม่ได้มีตัวตนจริงๆ  แต่เธอเป็น “Tronie”  หรือ ภาพของหญิงสาวในอุดมคติ ซึ่งจิตกรชาวดัทช์จะถูกฝึกให้วาดภาพหญิงอุดมคติของตัวเอง จนเกิดกลายเป็นทักษะติดตัว เพื่อนำไปต่อยอดถ่ายทอดให้เป็นเรื่องราวในแบบฉบับของตนเองขึ้นมา

“Girl with a Pearl Earring” ต่างหูของเธอกลายเป็นจุดที่ทำให้หลายๆ คนเกิดความสงสัย โดยนักโลหะวิทยาชาวดัชน์สันนิษฐานว่า มันน่าจะเป็นโลหะชุบดีบุกมากกว่า เนื่องจากลักษณะของมันดูแวววาวเกินกว่าที่จะเป็นมุก และขนาดของมันใหญ่โตกว่ามุกทั่วไปมาก

และอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ภาพนี้ ได้รับการพูดถึงเป็นอย่างมากก็ คือ ความสวยงามอันโดดเด่นของผ้าโพกศีรษะสีน้ำเงินของเธอ เนื่องจากในสมัยก่อนสีน้ำเงินนี้ ทำจากหินแร่ที่มีราคาแพงมาก มันคือ “หินลาปิส ลาซูรี่” ส่วนสาเหตุที่มันมีราคาแพง เนื่องจากในโลกนี้มีอยู่แห่งเดียวคือภูเขาในอัฟกานิสถาน

เพราะฉะนั้น “Vermeer” จำเป็นต้องลงทุนกับสีน้ำเงินนี้มาก แต่มันก็เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพราะผ้าสีน้ำเงินนี้ มันช่วยขับใบหน้าของหญิงสาวให้โดดเด่นขึ้นมา จนเธอได้รับการยกย่องในเรื่องของความงดงามเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

สำหรับภาพดังกล่าว ไม่มีอะไรที่ชี้ให้เห็นถึงตัวผู้เขียนและความหมายของภาพเลยด้วยซ้ำ มีแต่การลงชื่อ “IVMeer” แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้มีการลงวันที่รวมทั้งไม่มีข้อมูลใดบ่งบอกเลยว่า จิตกรตั้งใจวาดขึ้นมาเพราะต้องการสื่อถึงอะไร หรือเป็นภาพที่ได้รับการจ้างวานให้เขียนขึ้นมากันแน่ และถ้ามีคนจ้างให้เขียนเขาคนนั้นจะเป็นใครกันแน่ ? ปริศนาเหล่านี้ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน

ด้วยเหตุนี้ภาพ “Girl with a Pearl Earring” จึงเป็นอีกหนึ่งภาพของโลก ที่ผู้ชมแต่ล่ะคนตีความในแบบของตัวเองได้มากมาย เพราะไม่มีใครสามารถให้ความเข้าใจได้อย่างชัดเจนแม้กระทั่งนักวิจารณ์ศิลปะระดับเซียน แต่ถึงกระนั้นก็ต้องถือว่าเป็นภาพนี้มีความสวยงามและมีแรงดึงดูดใจเป็นอันดับต้นๆ ของโลกเลยทีเดียว

เรื่องราว ศิลปหัตถกรรม ว่ามีที่มายังไง

Arts and Crafts Rain

ศิลปะ คือ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความสวยงามและจรรโลงใจ มนุษย์ได้สร้างสรรค์งานศิลปะขึ้นมาด้วยจินตนาการของตัวเองหรือจากแนวความคิดของผู้อื่น เช่น ภาพที่เขียนมาจากการอ่านจากวรรณคดีต่างๆ เป็นต้น

หัตถกรรม คือ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาโดยมีจุดมุ่งหมายในเรื่องประโยชน์สอย เป็นสิ่งที่มนุษย์ทำขึ้นมาโดยไม่ได้ใช้เครื่องจักรใดๆ ทั้งสิ้น เป็นการทำด้วยฝีมือของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการเลียนแบบจากสิ่งที่เห็นอยู่รอบตัว หรือสร้างขึ้นมาจากจินตนาการก็ตาม

เมื่อนำ 2 คำนี้มารวมกัน ‘ศิลปหัตถกรรม’ คือ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ใช้สอย ต้องมีความสวยงาม โดยผู้สร้างจะต้องเป็นผู้มีความเข้าใจในเรื่องศิลปะและหัตถกรรมอย่างล้ำลึก มีการศึกษาในเรื่องของศิลปหัตถกรรมมาเป็นอย่างดีแล้ว จัดเป็นงานช่างอันทำด้วยมือหรืออุปกรณ์ง่ายๆ จากการใช้ทักษะส่วนตัว โดยทั่วไปจะเป็นผลิตภัณฑ์ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมกับศาสนา ชิ้นงานต้องสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก หรือผลิตด้วยเครื่องจักร ไม่ถูกจัดว่าเป็นงานหัตถกรรม

ความเป็นมาของศิลปหัตถกรรมไทย

  • ยุคทองแดง ศิลปะในยุคนี้นักโบราณคดีค้นพบในเขตบ้านหมอสอ ในปี พ.ศ. 2501 เป็นแห่งแรก มีทั้งหม้อ, ไห, ภาชนะที่ทำด้วยทองแดงมากมายหลากหลายชิ้น รวมถึงเครื่องประดับ เช่น กำไลข้อมือ, กำไลเท้า, แหวนทองแดง เป็นต้น
  • ยุคโลหะผสม ยุคนี้จะเน้นผลงานขนาดใหญ่ ตอนค้นพบมีสภาพค่อนข้างบริบูรณ์ เช่น กลองมโหระทึก เป็นต้น
  • ยุคเหล็ก ส่วนใหญ่จะเน้นไปในเรื่องของ เครื่องมือเครื่องใช้ประจำวัน, อาวุธ, พระพุทธรูป รวมทั้งเครื่องปั้นดินเผา

การแบ่งประเภทงานศิลปหัตถกรรมของไทย

สามารถจำแนกเป็นประเภทต่างๆ ได้อย่างหลากหลายรูปแบบ เช่น…

  • การจัดประเภทตามประโยชน์ใช้สอย เช่น ข้าวของเครื่องใช้ในครัวเรือน, เครื่องมือใช้กับอาชีพและอาวุธ, เครื่องใช้ต่างๆ, เครื่องนุ่งห่ม, ยานพาหนะ รวมทั้งวัตถุที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อส่วนบุคคล
  • การจัดประเภทตามวัสดุและกรรมวิธีผลิต เช่น ปั้น – หล่อ, ทอ – เย็บปักถักร้อย, แกะสลัก, ก่อสร้าง, เขียน – วาด, จักสาน, ทำเครื่องกระดาษ รวมทั้งกรรมวิธีอื่นๆอีกมากมาย
  • การจัดประเภทตามสถานภาพของช่าง เช่น ฝีมือช่างหลวง หรือ ฝีมือชาวบ้าน เป็นต้น

งานศิลปหัตถกรรมไทยสมัยโบราณ เป็นสมบัติที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของประเทศ จึงทำให้มีการถ่ายทอดวิชากันมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์  สำหรับขั้นตอนการเรียนศิลปกรรมในสมัยโบราณเพื่อถ่ายทอดให้แก่เด็กรุ่นใหม่ ได้แก่

  • สืบทอดวิชากันมาในตระกูล
  • ฝึกให้เด็กมีความชำนาญ และเด็กก็จะค่อยๆเรียนรู้จากประสบการณ์นั้น
  • เด็กคนใดได้รับการฝึกฝนจนมีฝีมือดีโดดเด่น ก็จะได้รับชุบเลี้ยงจากทางราชการ
  • ส่งเด็กไปเรียนวิชาจากต่างประเทศ แล้วนำมาประยุกต์ให้เป็นแบบไทย

เทคนิควาดรูป การ์ตูน ให้สวยแบบของจริง

HowtoManga catoon

การวาดรูปตัวการ์ตูนก็เป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่ผู้วาดจำเป็นต้องมีการฝึกฝนอย่างไม่ย่อท้อ หมั่นเรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ ที่จะทำให้ฝีมือของคุณมีการพัฒนาที่ก้าวไกลมากขึ้นอย่างรวดเร็ว สำหรับนักวาดมือใหม่ที่กำลังหาเทคนิคเจ๋งๆ วันนี้เราก็มีข้อมูลดีๆมาฝากกันค่ะ

พื้นฐานขีดเส้น

ให้คุณนำกระดาษมาหลายๆ แผ่น โดยขนาดต้องไม่ต่ำกว่า A4 แล้วนำดินสอที่เหลาจนแหลม มาลากเส้นตรงให้หมดแผ่น  1 แผน โดยห้ามใช้ยางลบ แผ่นต่อไปให้ลากเส้นแนวนอนจนหมด 1 แผ่น, และวาดวงกลม, สี่เหลี่ยม, สามเหลี่ยม, เส้นคลื่น, เส้นหยัก, เส้นยุ่งเหยิง ฝึกแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนเส้นที่ออกมามีความคมสวย ถ้าเป็นวงกลมต้องไม่เบี้ยว ถ้าเป็นเส้นตรงก็ต้องตรง ห้ามใช้อุปกรณ์ใดๆ เข้ามาช่วยเด็ดขาด ถ้าคุณไม่ยอมฝึกทักษะพื้นฐานจนเกิดความแม่นยำแล้วล่ะก็ คุณจะไม่อาจพัฒนาได้เลย

ใช้รูปทรงเลขาคณิตเป็นโครงร่าง

รูปทรงเลขาคณิต เช่น วงกลม, สี่เหลี่ยม, สามเหลี่ยม, วงรี เป็นต้น เจ้ารูปทรงเหล่านี้ล้วนแต่เป็นตัวช่วยชั้นเยี่ยมของทั้งนักวาดภาพ ทั้งมือใหม่และมือเก่า สามารถนำมากำหนดสัดส่วนได้ทั้งร่างกาย หรือใช้กำหนดเฉพาะบางส่วนก็ได้ วิธีนี้จะทำให้ตัวการ์ตูนของคุณมีโครงร่างที่แม่นยำ เมื่อโครงร่างแม่นยำ สัดส่วนที่ออกมาก็จะดูสมจริง ไม่ผิดเพี้ยน ตัวละครของคุณก็จะสวยขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งคุณฝึกลากเส้นมาอย่างแม่นยำแล้วล่ะก็ขอบอกว่าข้อนี้จะง่ายขึ้นเยอะ

ใบหน้าสื่ออารมณ์

เทคนิคอีกอย่างหนึ่งในการวาดการ์ตูนให้ออกมาดูสวยงาม คือ ‘ใบหน้าสื่ออารมณ์’ เพราะจะทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกคล้อยตามกับตัวละครไปด้วย เหมือนเวลาที่คุณชมภาพยนตร์หรือละคร คุณแยกคนที่แสดงเก่งกับคนที่แสดงไม่เก่งออก ก็มาจากสีหน้านี่แหละ เพราะฉะนั้นให้คุณหยิบกระดาษขึ้นมา 1 แผ่นและให้วาดแต่หน้าของตัวละคร ในหลากหลายอารมณ์ดู เช่น โกรธ, เศร้า, ดีใจ, สนุก, หดหู่ เป็นต้น

ท่าทางเคลื่อนไหว

ถ้าคุณอยากให้การ์ตูนของคุณมีชีวิตชีวา มีภาพน่าจดจำ คุณต้องรู้จักวาดท่าทางของตัวละครให้สมจริง เคล็ดลับของการวาดท่าทางให้ดูเป็นธรรมชาติ และเต็มไปด้วยความหลากหลาย คือ คุณต้องเป็นคนหมั่นช่างสังเกตจากสิ่งรอบตัวในชีวิตประจำวัน แล้วเก็บภาพนั้นไว้สมองนำมาถ่ายทอดลงกระดาษ ยิ่งจำได้มากเท่าไหร่ยิ่งวาดได้หลากหลายมากขึ้นเท่านั้น หรือเรียกเพื่อน, พี่-น้อง, คนในครอบครัว มาแสดงท่าทางเคลื่อนไหวต่างๆ แล้วอัดคลิปเอาไว้ดูเมื่อไหร่ก็ได้

สุดท้ายขอให้นักวาดมือใหม่จงจำเอาไว้ว่า ยิ่งวาดมากเท่าไหร่คุณก็ยิ่งพัฒนามากขึ้นเท่านั้น…เพียงแต่อย่าท้อถอย อย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น มองไปยังเป้าหมายเท่านั้น

เทคนิควาดรูปรถยนต์

Automotive Drawing Techniques

“รถยนต์” เป็นอีกหนึ่งวัตถุ ที่เข้าไปอยู่ในการ์ตูนหรือภาพวาดสวยๆ หลายๆ รูป เป็นยานพาหนะที่เราทุกคนล้วนเห็นกันทุกวันในชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้นมันจึงมีความจำเป็นที่หลายๆ คนต้องวาด “รถยนต์” ให้จงได้ แต่พอลองวาดดูแล้วทำไมมันถึงไม่ออกมาเป็นรถยนต์กันนะ ต่อให้วาดหลายต่อหลายรูปแล้วก็ตาม…ขอบอกว่า อย่าพึ่งท้อใจไปค่ะเพราะวันนี้เรานำเทคนิควาดรูปรถยนต์มาฝากคุณผู้อ่านกันแล้ว

รถยนต์บนท้องถนนก็มีมากมายหลากหลายแบบ แต่ส่วนใหญ่สำหรับการวาดรูปแล้ว นักวาดส่วนมากจะนิยมใช้รูปทรงสี่เหลี่ยมเป็นส่วนใหญ่ อันดับแรกคุณจะต้องมองภาพรถคันหนึ่ง ให้เหมือนนำกล่องหลายๆ กล่องมาประกอบเข้าด้วยกัน เพราะฉะนั้นตรงส่วนนี้ นักวาดภาพมือใหม่คงจะตระหนักแล้วว่า การวาดรูปทรงเรขาคณิตซึ่งเป็นเรื่องที่หลายๆ คนไม่ค่อยให้ความสำคัญเนื่องจากคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เบสิคสุดๆ นั้น ความจริงแล้วมันเปรียบเสมือนพื้นฐานที่มีความสำคัญมาก ซึ่งนำไปใช้ในการสร้างโครงร่างของหลายรูป อย่างรถยนต์เองก็เช่นเดียวกัน…

สำหรับรถยนต์รูปลักษณ์ทั่วไปนั้น ก็จะเหมือนการนำกล่องสี่เหลี่ยม 2 กล่องมาประกอบเข้าด้วยกันก่อน แล้วหลังจากนั้นจึงค่อยๆ เพิ่มรายละเอียดที่จำเป็นเข้าไป อย่าลืมว่าโครงสร้างเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด ถ้าโครงสร้างเบี้ยว รายละเอียดต่างๆ ก็จะเบี้ยวตามไปด้วย

สำหรับรถตู้ก็ให้คิดภาพว่าเป็นกล่องนมแนวนอนซึ่งด้านล่างต้องแน่น เคล็ดลับของรถตู้ คือ จำเป็นต้องระวังเรื่องขนาดของกระจกหน้า เนื่องจากมือใหม่จะพลาดบ่อย คือไม่วาดใหญ่ไปก็เล็กไป ทำให้ดูไม่สมดุล

สำหรับรถจักรยานยนต์หลายๆ คนจะโอดครวญว่ายากที่สุด เนื่องจากแบบของมันใช้รูปทรงเรขาคณิตหลายรูปแบบมาต่อกันค่อนข้างเยอะ ในส่วนของเคล็ดลับคือ คุณต้องพยายามสังเกตแกนของวัตถุให้ดีๆ ว่า ตรงจุดไหนคือแกนกลางแล้วจึงค่อยเขียนเก็บรายละเอียดทีหลัง

ส่วนการวาดรถบรรทุกหลายๆ คนก็ไม่ค่อยพบปัญหาอะไร เพราะมีลักษณะเป็นเหลี่ยมวาดง่ายอยู่แล้ว เพียงแต่ถ้าวาดรวมกับรถยนต์จะต้องระวังเรื่องความแตกต่างของขนาดเท่านั้นเอง

สำหรับการวาดรถให้ออกมาสวยงามสมจริงนั้น นักวาดมือใหม่จำเป็นต้องมีความเข้าใจในเรื่อง “Perpective” ขั้นเบื้องต้นเสียก่อน เพียงเท่านี้คุณก็สามารถนำมาวาดได้แล้ว เพราะการเริ่มต้นมันง่ายจาการนำรูปทรงเรขาคณิตซึ่งเป็นลักษณะกล่องนำมาต่อกัน หรือซ้อนทับกับแล้วค่อยๆ เพิ่มรายละเอียดเข้าไปเรื่อยๆ ก็จะได้รถขึ้นมาเป็นรูปร่างสวยงาม ก่อนอื่นคุณจะต้องพยายามฝึกจากการนำรถจริงมาลองวาดดูก่อน ก่อนจะสร้างสรรค์ออกมาจากจินตนาการของตัวเอง เพื่อที่จะได้รู้ว่ามีส่วนประกอบอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง การหารูปรถจริงๆ มาวาดในสมัยนี้ก็ไม่ยากอะไร อยากได้รุ่นอะไรก็เข้าไปค้นหาใน Google ได้เลย

เทคนิควาดรูป ดอกไม้ ให้ออกมาสวยงดงามจนหาที่ติไม่ได้

Flower drawing techniques

“ดอกไม้” เป็นรูปอีกประเภทหนึ่งที่ผู้คนชอบวาดกันมาก เราสามารถวาดดอกไม้ได้มากมายหลายสายพันธ์ไม่มีเบื่อ และยังสามารถวาดได้ทั้งรูปเงาและรูปสี อีกทั้งยังวาดได้มากมายหลายเทคนิค ซึ่งเทคนิคที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ก็คือการวาดด้วยดินสอ และสีน้ำ การวาดด้วยดินสอทั้งดินสอดำและดินสอสี สามารถวาดได้เลยไม่ต้องผสมน้ำหรือรอแห้ง ส่วนสำหรับสีน้ำภาพที่ได้จะมีความละมุน สวยงาม หากแต่ต้องมีความเข้าใจในเรื่องของเทคนิคสีน้ำให้ดี และบางครั้งต้องรอแห้งก่อน ซึ่งในวันนี้เราจะมาแนะนำเทคนิคการวาดรูปดอกไม้ในเบื้องต้นกันก่อนดีกว่า…

ก่อนอื่นเราจะเริ่มต้นกันด้วย “ดอกกุหลาบ” ดอกไม้ยอดฮิต ที่ใครๆ ก็ต่างรู้จัก ให้คุณหาภาพกลุ่มดอกกุหลาบสวยๆ  ในอินเตอร์เน็ต ถ้าเจอภาพที่ถูกใจก็ปริ๊นออกมาซะ แต่ถ้าคุณต้องการจัดวางตำแหน่งของดอกไม้เอง ให้ไปซื้อมาสัก 4-5 ดอกในขนาดที่แตกต่างกัน แล้วนำมาปักลงในแจกันให้เรียบร้อย

ต่อมาวางตำแหน่งของกุหลาบแต่ละดอกรวมทั้งใบ อย่างคร่าวๆ เสียก่อน สำหรับมือใหม่ต้องวางแบบคร่าวๆ มาก เนื่องจากหลายๆ  คน ชอบเขียนรายละเอียดข้างกลีบไปด้วย แน่นอนว่าถ้ามีความชำนาญแล้วจะวาดอะไรก็ได้ แต่ถ้าคุณยังไม่ชำนาญ มันจะออกมาเพี้ยน ไม่สวยงาม โดยหลักของการวาดรูปทีสำคัญ คือ คุณจะต้องจับลักษณะเด่นของมันให้ได้ รวมทั้งทำความเข้าใจกับแบบ พร้อมดูภาพรวมตอนใกล้เสร็จ แล้วค่อยแต่งเติมโดยดูจากความเป็นไปได้ซึ่งมาจากตัวแบบ สำหรับดอกไม้ ถ้าคุณเห็นว่าตรงช่วงใบดูไม่ออกเลยว่าตรงไหนเป็นตรงไหน แนะนำว่าให้คุณมองจากที่มาของมัน นั่นก็คือก้าน เพราะว่าใบจะต้องเริ่มต้นมาจากตรงนี้กันทั้งนั้น ถ้าใบมันทับซ้อนกันมากๆ ก็ให้จับกลีบเด่นๆ สำคัญๆ เอาไว้ รวมถึงกลีบด้วยเช่นกัน อะไรที่มันเล็กๆ น้อยมากบางอันก็สามารถตัดทิ้งไปเลย

เคล็ดลับอีกประการหนึ่งคือการมองภาพรวม เนื่องจากการวาดรูปให้ออกมาสวยงามไม่ได้ดูจากจากพื้นที่ส่วนใดส่วนหนึ่งเพียงส่วนเดียวเท่านั้น บางคนวาดท้องฟ้าแล้วไม่สวย ไม่ถูกใจ ก็ไปนั่งแก้อยู่แต่ท้องฟ้า เข้าใจครับว่า อดใจไม่ไหวจริงๆ  แต่หากเราตัดใจจากตรงนี้ไปได้ ขอแนะนำว่าให้คุณวาดส่วนอื่นๆ จนเสร็จหมดทั้งภาพ แล้วค่อยดูภาพรวมอีกที ซึ่งคุณอาจมองเห็นทางแก้ทางอื่นที่ดีกว่า

นอกจากนี้อย่าลืมหรี่ตามองซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก นั่นก็คือการมองให้ภาพ ณ เห็นตรงหน้าให้มันเบลอๆ  ซึ่งการมองแบบนี้จะทำให้คุณมองเห็นโซนของน้ำหนักแต่ละจุดได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

ศิลปะแบบสื่อผสม ศิลปะแห่งจิตวิญญาณ

Mixed media Art of Elephant Spirit

ศิลปะ อย่างที่เรารู้กันดีว่าศิลปะนั้นถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาจากจินตนาการ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ ความรู้สึก สุนทรียภาพ หรือสิ่งต่างๆ รอบตัวที่สามารถนำมาสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อให้ผู้ที่ได้พบเห็นนั้นเกิดความรู้สึกมหัศจรรย์ ซึ่งศิลปะนั้นมีมากมายหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น งานปั้น ภาพวาดเขียน สิ่งประดิษฐ์ถักทอ ประติมากรรม เป็นต้น

เนื่องจากในปัจจุบันนี้เราอาจจะได้เห็นว่าศิลปะตอนนี้ได้ถูกประยุกต์เพื่อให้ดูเข้ากับยุคสมัยมากยิ่งขึ้น ผู้ที่สรรค์สร้างศิลปะเหล่านี้จึงนำศิลปะหลายแขนงมาผสมผสานกันเพื่อให้ศิลปะนั้นดูทันสมัยในผลงานชิ้นเดียว ซึ่งการที่จะทำออกมาจนเราเห็นนั้นผู้ที่ทำจะต้องเน้นหลักการใช้องค์ประกอบที่ถูกต้อง ส่วนมากงานศิลปะชนิดนี้มักจะเป็นงานที่สื่ออารมณ์และความรู้สึกของผู้ทำ ส่วนประกอบในการทำนั้นจะเป็นสิ่งที่หาได้ง่ายจากธรรมชาติไม่ว่าจะเป็น จากพืช สัตว์ หรือวัสดุสังเคราะห์ต่างๆ งานศิลป์ชนิดนี้จึงทำให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกประหลาดใจเมื่อได้พบเห็น ศิลปะแบบนี้เรามักจะเรียกกันว่า ศิลปะสื่อผสม นั่นเอง

ศิลปะสื่อผสมถือว่าเป็นการถ่ายทอดความคิด หรือเรื่องราวที่ผู้สร้างงานศิลป์มาได้อย่างดีเลยทีเดียว ศิลปะสื่อผสมสามารถทำออกมานำเสนอได้หลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น 2 หรือ 3 มิติแล้วแต่ความถนัดของแต่ละคนโดยส่วนมากแล้วจะเป็นงานที่ถูกสร้างออกมาเชิงวิจิตรศิลป์ ในการออกแบบผลงานนั้นจะเน้นหลักความสมดุล กลมกลืน หรือความขัดแย้งก็ได้ นำมาสรรค์สร้างในรูปแบบลายเส้น ลักษณะพื้นผิว ลวดลาย หรือแบบที่ตนต้องการเพื่อให้งานออกมาได้สวยงามและสมบูรณ์ที่สุด

หลักการสร้างสรรค์งานแบบศิลปะสื่อผสมนั้นเราจะเน้นในส่วนของหลักการ โดยเราจะมีหลักการในการสร้างงานขึ้นมาอยู่ 3 ประการ คือ ด้านความงาม ด้านความมั่นคงแข็งแรง และการนำไปใช้

  • ด้านความสวยงาม ผู้ที่ออกแบบผลงานนั้นจะต้องให้ความสำคัญสำหรับการออกแบบ และเข้าใจทุกศาสตร์ของศิลปะทุกแขนงเพื่อที่จะสามารถนำศิลปะมาผสมผสานเพื่อให้ได้ผลงานที่มีความสวยงาม และสมบูรณ์มากที่สุด ซึ่งผลงานของเขานั้นจะต้องดึงดูดคนดู กระตุ้นจิตวิญญาณของผู้ที่มารับชมให้รู้สึกตามที่เราคิดไว้
  • ด้านความมั่นคงแข็งแรง งานศิลปะนั้นนอกจากความสวยงามแล้ว คุณต้องคิดถึงความมั่นคงและแข็งแรงด้วยเพื่อที่ผลงานของคุณนั้นจะอยู่ให้ผู้รับชมได้ชื่นชมผลงานของคุณในระยะยาว ดังนั้นการสร้างศิลปะแต่ละชิ้นขึ้นมาคุณต้องให้ความสำคัญในการเลือกวัสดุที่จะนำมาผลิตด้วย
  • ด้านการนำไปใช้ ศิลปะสื่อผสมนั้นจะมีคุณค่าในตัวเองขึ้นมาได้หากว่าศิลปะของคุณนั้นถูกนำไปใช้ในทางที่ถูกต้องตามอุดมการณ์ของคุณ ซึ่งการนำไปใช้นั้นอาจจะไม่ใช้การใช้งาน แต่จะเป็นการนำไปสร้างเพื่อชักจูงความเชื่อมั่น เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ หรือเล่าเรื่องราวที่เราอยากจะถ่ายทอดได้อย่างถูกต้องเช่น อนุสาวรีย์ เป็นต้น

เปลี่ยนศิลปะและ Lifestyle ให้เป็นเงิน

the girl art two money

“ให้ศิลปะกลายมาเป็น Passion ที่คุณอยากตื่นขึ้นมาทำในทุกๆ เช้า” นี่คือแนวคิดของผู้หญิง ชื่อ “ป่าน ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา” เจ้าของแบรนด์ “JULI BAKER AND SUMMER” ซึ่งมีชื่อเสียงทั้งในหมู่คนไทยและชาวต่างชาติ หลายๆ คนยังคงยึดติดกับแนวคิดเก่าๆ เช่น ศิลปะจะนำมาหาเงินได้อย่างไร หรือถูกว่าว่าเป็นศิลปินไส้แห้งก็มี แต่สำหรับในยุคปัจจุบันนี้อะไรก็สามารถเป็นได้ ถ้าคุณฝีมือดีพอรวมเข้ากับความรัก, หลงใหล ในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ โดยคุณป่าน ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของมนุษย์อันมีต่อความรักงานศิลปะ และเธอไม่ยอมให้อะไรมาหยุดยั้งตัวเธอ

คุณป่าน-ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา คือศิลปินไทยรุ่นใหม่น่าจับตามองอีกคนหนึ่ง โดยเธอเริ่มต้นงานจากการวาดภาพประกอบ ซึ่งผลงานทุกชิ้นที่เธอสร้างมานั้นล้วนแล้วแต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งสิ้น มุ่งเน้นการใช้สีสันสดใส จนหยิบนำมาต่อยอดพัฒนามาสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ หลายชิ้น ภายใต้แบรนด์ “JULI BAKER AND SUMMER” มีลูกค้าคอย Collection ใหม่ ๆ ของเธออยู่เสมอ

สำหรับแรงบันดาลใจของเธอนั้น มาจากทุกอย่างรอบๆ ตัว เธอเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่สะสมมาตลอดชีวิต เช่น สถานที่เคยไป, สถานที่อยู่ทุกวัน, บุคคลที่สนิท หรือแม้แต่ Instagram ของคนที่เราชอบ เป็นต้น อย่างคุณป่านเองเป็นคนชอบออกไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ มาก เวลาออกเดินทางมันทำให้เธอเปิดตัวเองมากขึ้น รวมทั้งกล้าจะลองอะไรใหม่ๆ แล้วนำความรู้สึกนั้นเก็บกลับมาทำงาน มันคือการนำหลายอย่างๆ ของชีวิต มารวมกัน เพราะฉะนั้นเรื่องต่าง ๆ มันจะหล่อหลอมมาเป็นผลงานอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

อีกทั้งเธอยังมีแนวคิดอีกว่าสิ่งสำคัญสุดท้าย ในการทำทุกๆ อย่าง ไม่ใช่แค่การทำธุรกิจหรืองานศิลปะเท่านั้น คือ คนเราจะต้องมี Passion ในสิ่งที่ทำให้มากๆ รวมทั้งต้องรู้สึกสนุกไปกับมัน ต้องไม่กดดันตัวเองจนทำให้มันกลายเป็นเรื่องเครียด หรือเรื่องอันทำให้เรารู้สึกว่ามันคือปัญหาของชีวิต เพราะมันจะกลายเป็นเรื่องไม่สนุกไป คือ สำหรับคุณป่านไม่ว่าทำงานศิลปะหรือขายของ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องสนุกและอยากทำจริงๆ และเธอเชื่อว่าถ้าคนเราได้ทำอะไรที่รู้สึกว่ามี Passion  ต่อสิ่งนั้น มันจะออกมาดีอย่างแน่นอน ขอแค่มีความรักกับมันก่อนนั้นเอง สุดท้ายเธอฝากประโยคเด็ดซึ่งเธอพิสูจน์แล้วว่ามันคือเรื่องจริง คือ “ถ้าเราเอาหัวใจนำไป ประเดี๋ยวเงินจะตามมา แต่ถ้าเราเอาเงินนำไป มันก็จะไม่สนุก แน่นอนว่ามันก็ยากจะประสบความสำเร็จ”

จากคำนักวิจารณ์งานศิลปะ สู่งานศิลป์ชั้นเลิศ

art work

ศิลปะ คือสิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อให้การสื่อสารทางอารมณ์ สร้างจากความรู้สึก อารมณ์ หรือสุนทรียภาพ งานศิลปะนั้นถูกแบ่งออกมาเป็นหลากหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทนั้นมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป ตามความถนัดและความสามารถของแต่ละบุคคลที่ได้สร้างสรรค์ชิ้นงานเหล่านี้ขึ้นมา จากอารมณ์ หรือสิ่งนึกคิดต่างๆ ที่มีวัตถุประสงค์ให้ผู้ที่ได้เห็นนั้นชื่นชอบ และตีความหมายให้กับสิ่งที่เขาได้ทำออกมา ศิลปะมีความเป็นมาที่ยาวนานมากมีหลากหลายแขนง เช่น งานปั้น งานเขียน ดนตรี แสดง ภาพวาด หรือประติมากรรมต่างๆ ล้วนเป็นศิลปะทั้งสิ้น

ศิลปะนั้นสามารถปรับแต่งออกมาได้ให้เข้ากับยุคสมัย ดังนั้นศิลปะก็จำเป็นมากทีเดียวที่จะต้องมีผู้รู้มาวิจารณ์งาน หรือวิเคราะห์งานเพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ที่ทำงานศิลปะนั้นได้รู้จุดด้อยนำมาปรับปรุงให้เป็นจุดเด่น ทั้งนี้นอกเหนือจากที่เขาจะได้รู้จักการปรับปรุงแล้วเขายังจะได้ความรู้ และแรงบันดาลใจสร้างงาน ประยุกต์งานใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ แถมยังได้พัฒนาฝีมือในการสร้างงานศิลปะอีกด้วย

การวิเคราะห์กับการวิจารณ์งานศิลปะนั้น มีความหมายที่แตกต่างกันอย่างไร

  • การวิเคราะห์งานศิลปะ คือการแยกแยะงานศิลปะออกมาเป็นส่วนๆ แตกประเด็นให้ผู้ที่ทำงานศิลปะออกมาเห็นชัดเจนว่า เขานั้นรู้สึกอย่างไรกับภาพนี้ หรือผลงานศิลปะชิ้นนี้
  • การวิจารณ์งานศิลปะ คือการแสดงความคิดเห็นต่อผลงานของผู้ทำงานศิลปะ โดยคนที่วิจารณ์นั้นต้องวิจารณ์ตามหลักของศิลปะจริงๆ โดยอ้างอิงหลักเกณฑ์ต่างๆ ของศิลปะเพื่อให้ผู้จัดทำเข้าใจง่าย และนำมาประยุกต์ในการสร้างสรรค์ศิลปะต่อไป

คุณสมบัติของนักวิเคราะห์ และวิจารณ์งานศิลปะ

  • มีความรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวกับงานศิลปะไม่ว่าจะเป็นศิลปะประจำชาติ หรือแม้กระทั่งศิลปะสากล
  • ศึกษาจนมีความรู้ในด้านประวัติศาสตร์ต่างๆ ของศิลปะได้อย่างเชี่ยวชาญ
  • รู้จักแง่มุมต่างๆ ของศิลปะได้อย่างถี่ถ้วน
  • มีวิสัยทัศเกี่ยวกับศิลปะอย่างก้าวไกล และมีความเป็นตัวของตัวเองไม่คล้อยตามคนอื่น
  • กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นตามหลักเกณฑ์ของศาสตร์ให้ศิลป์ทั้งหมด ตามประสบการณ์และความรู้สึกที่มี

แนวทางและหลักเกณฑ์ในการวิเคราะห์งานศิลปะนั้น โดยทั่วไปแล้วจะมีหลักเกณฑ์เพื่อพิจารณาอยู่ 3 ประการคือ ด้านความงาม ด้านสาระ ด้านอารมณ์หรือความรู้สึก ซึ่งทุกด้านก็จะมีความสำคัญต่างกันออกไปดังนี้

  • ด้านความงาม เป็นการประเมินคุณค่าจากรูปภาพ หรือภาพวาดด้วยการใช้ความรู้และความเข้าใจมาวิจารณ์งาน เพราะด้านความงามนั้นจะต้องวิเคราะห์จากทักษะฝีมือ และการใช้อารมณ์ในการสร้างผลงานขึ้นมา
  • ด้านสาระ คือการวิเคราะห์ว่า ผลงานที่ออกมานั้นจุดประสงค์ส่งเสริมด้านคุณธรรม จริยธรรมหรือไม่ และภาพนี้มีสาระเกี่ยวกับอะไรบ้าง

ด้านความรู้สึก เป็นการประเมินผลงานจากคุณค่าทางความรู้สึก ว่าศิลปะที่ถูกสร้างออกมานั้น สามารถสื่อสารความรู้สึกอะไรได้บ้าง ในภาพวาดทำให้ผู้พบเห็นนั้นรู้สึกอย่างไรกับภาพนี้

การขูดสีเทียนทำอย่างไร

grated crayons

การสร้างงานศิลปะขึ้นมาชิ้นหนึ่งนั้น สามารถทำได้หลายเทคนิคและหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความถนัดและความพึงพอใจของผู้สร้างผลงาน และเทคนิคที่เราจะนำมาเสนอกันในวันนี้ เป็นอีกหนึ่งเทคนิคง่ายๆ ที่สถานศึกษาเตรียมไว้สอนเด็กวัยเล็กค่ะ

“การขูดสีเทียน” เป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่คุณสามารถทำด้วย ด้วยการระบายสีสันต่างๆ ให้เต็มพื้นที่กระดาษ หลังจากนั้นจึงใช้วัสดุปลายแหลมขูด เช่น ไม้เสียบลูกชิ้นหรือไม้จิ้มฟัน “วาด” ออกมาให้เป็นรูปร่างตามที่คุณต้องการ ซึ่งเป็นการสร้างสรรค์โดยการใช้จินตนาการอันสุดบรรเจิดของเด็ก รวมทั้งยังเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์อีกด้วย

เทคนิคการการขูดสีเทียน

  • เคล็ดลับของการระบายสีเทียนในลักษณะนี้ คุณควรใช้กระดาษผิวหยาบเพื่อให้มันสามารถกักเก็บเนื้อสีไว้ได้ เป็นอย่างดี เช่น กระดาษร้อยปอน เป็นต้น
  • เริ่มจากการระบายสีสเต็ปแรกแนะนำว่าใช้สีเข้มก่อน เนื่องจากสีเทียนเป็นสีทึบแสง สามารถใช้หลายๆ สีระบายกระจายไปทั่วๆ ในกระดาษได้เลย แต่เคล็ดลับ คือต้องระบายให้มีความกลมกลืนกันให้มาก เนื่องจากคุณต้องเผื่อพื้นที่ความลึกของพื้นผิวไว้ให้สีชั้นบนด้วย หลังจากนั้นแล้วจึงระบายสีชั้นต่อๆ ให้เป็นสีอ่อนขึ้นตามลำดับ โดยคุณอาจระบายสัก 3 ชั้นก็ได้ และชั้นสุดท้ายให้ระบายด้วย ‘สีดำ’ทั้งแผ่น
  • เคล็ดลับความสวย คือ ช่วงรอยต่อตะเข็บระหว่างสี คุณควรระบายให้มันบางกว่าในส่วนที่จะเปลี่ยนเป็นสีอื่นออกไปเพราะมันจะช่วยให้การผสมสีเป็นไปได้โดยง่าย
  • คุณควรวาดภาพที่มีขนาดใหญ่จะออกมาสวยกว่า เนื่องจากสีเทียนไม่เหมาะกับภาพที่มีขนาดเล็ก เวลาระบายด้วยเทคนิคนี้จะดูไม่สวยและไม่รู้เรื่อง ความสวยคือการโชว์สีที่อยู่ด้านล่าง
  • เวลาระบายเทียนลงไปเรื่อยๆ จะมีเศษสีหรือเม็ดแข็งๆ เกาะติดอยู่บนกระดาษ คุณควรใช้กระดาษทิชชู่หรือไม้เคาะหูปัดออกเบาๆ แล้วค่อยระบายอีกครั้ง เพื่อความเรียบเนียนสวยงามของชิ้นงาน
  • นอกจากนี้เมื่อคุณระบายเสร็จในแต่ละครั้ง แนะนำว่าให้นำกระดาษทิชชูมาเช็ดสีที่ติดอยู่ตรงปลายด้วย ดูแล้วต้องสะอาด เนื่องจากถ้าไม่เช็ดแล้วระบายซ้ำลงไป สีจะดูหม่นหมอง
  • เมื่อลงสีดำสนิทในชั้นสุดท้ายแล้ว ให้ปล่อยกระดาษแผ่นนั้นทิ้งไว้ให้แห้งสักครู่ ตรวจดูว่าไม่มีเศษอะไรกระจัดกระจายอยู่ แล้วให้ใช้ไม้จิ้มฟัน หรือไม้จิ้มลูกชิ้น ขูดสีดำพร้อมวาดเป็นรูปตามใจชอบ เมื่อขูดสีดำออกจะมีเส้นดำหลุดออกมาให้หยิบออกทุกครั้ง เพื่อจะได้ไม่ทำให้ภาพเลอะเทอะ
  • วาดภาพได้ตามใจชอบ