เทคนิควาดรูปรถยนต์

Automotive Drawing Techniques

“รถยนต์” เป็นอีกหนึ่งวัตถุ ที่เข้าไปอยู่ในการ์ตูนหรือภาพวาดสวยๆ หลายๆ รูป เป็นยานพาหนะที่เราทุกคนล้วนเห็นกันทุกวันในชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้นมันจึงมีความจำเป็นที่หลายๆ คนต้องวาด “รถยนต์” ให้จงได้ แต่พอลองวาดดูแล้วทำไมมันถึงไม่ออกมาเป็นรถยนต์กันนะ ต่อให้วาดหลายต่อหลายรูปแล้วก็ตาม…ขอบอกว่า อย่าพึ่งท้อใจไปค่ะเพราะวันนี้เรานำเทคนิควาดรูปรถยนต์มาฝากคุณผู้อ่านกันแล้ว

รถยนต์บนท้องถนนก็มีมากมายหลากหลายแบบ แต่ส่วนใหญ่สำหรับการวาดรูปแล้ว นักวาดส่วนมากจะนิยมใช้รูปทรงสี่เหลี่ยมเป็นส่วนใหญ่ อันดับแรกคุณจะต้องมองภาพรถคันหนึ่ง ให้เหมือนนำกล่องหลายๆ กล่องมาประกอบเข้าด้วยกัน เพราะฉะนั้นตรงส่วนนี้ นักวาดภาพมือใหม่คงจะตระหนักแล้วว่า การวาดรูปทรงเรขาคณิตซึ่งเป็นเรื่องที่หลายๆ คนไม่ค่อยให้ความสำคัญเนื่องจากคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เบสิคสุดๆ นั้น ความจริงแล้วมันเปรียบเสมือนพื้นฐานที่มีความสำคัญมาก ซึ่งนำไปใช้ในการสร้างโครงร่างของหลายรูป อย่างรถยนต์เองก็เช่นเดียวกัน…

สำหรับรถยนต์รูปลักษณ์ทั่วไปนั้น ก็จะเหมือนการนำกล่องสี่เหลี่ยม 2 กล่องมาประกอบเข้าด้วยกันก่อน แล้วหลังจากนั้นจึงค่อยๆ เพิ่มรายละเอียดที่จำเป็นเข้าไป อย่าลืมว่าโครงสร้างเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด ถ้าโครงสร้างเบี้ยว รายละเอียดต่างๆ ก็จะเบี้ยวตามไปด้วย

สำหรับรถตู้ก็ให้คิดภาพว่าเป็นกล่องนมแนวนอนซึ่งด้านล่างต้องแน่น เคล็ดลับของรถตู้ คือ จำเป็นต้องระวังเรื่องขนาดของกระจกหน้า เนื่องจากมือใหม่จะพลาดบ่อย คือไม่วาดใหญ่ไปก็เล็กไป ทำให้ดูไม่สมดุล

สำหรับรถจักรยานยนต์หลายๆ คนจะโอดครวญว่ายากที่สุด เนื่องจากแบบของมันใช้รูปทรงเรขาคณิตหลายรูปแบบมาต่อกันค่อนข้างเยอะ ในส่วนของเคล็ดลับคือ คุณต้องพยายามสังเกตแกนของวัตถุให้ดีๆ ว่า ตรงจุดไหนคือแกนกลางแล้วจึงค่อยเขียนเก็บรายละเอียดทีหลัง

ส่วนการวาดรถบรรทุกหลายๆ คนก็ไม่ค่อยพบปัญหาอะไร เพราะมีลักษณะเป็นเหลี่ยมวาดง่ายอยู่แล้ว เพียงแต่ถ้าวาดรวมกับรถยนต์จะต้องระวังเรื่องความแตกต่างของขนาดเท่านั้นเอง

สำหรับการวาดรถให้ออกมาสวยงามสมจริงนั้น นักวาดมือใหม่จำเป็นต้องมีความเข้าใจในเรื่อง “Perpective” ขั้นเบื้องต้นเสียก่อน เพียงเท่านี้คุณก็สามารถนำมาวาดได้แล้ว เพราะการเริ่มต้นมันง่ายจาการนำรูปทรงเรขาคณิตซึ่งเป็นลักษณะกล่องนำมาต่อกัน หรือซ้อนทับกับแล้วค่อยๆ เพิ่มรายละเอียดเข้าไปเรื่อยๆ ก็จะได้รถขึ้นมาเป็นรูปร่างสวยงาม ก่อนอื่นคุณจะต้องพยายามฝึกจากการนำรถจริงมาลองวาดดูก่อน ก่อนจะสร้างสรรค์ออกมาจากจินตนาการของตัวเอง เพื่อที่จะได้รู้ว่ามีส่วนประกอบอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง การหารูปรถจริงๆ มาวาดในสมัยนี้ก็ไม่ยากอะไร อยากได้รุ่นอะไรก็เข้าไปค้นหาใน Google ได้เลย

เทคนิควาดรูป ดอกไม้ ให้ออกมาสวยงดงามจนหาที่ติไม่ได้

Flower drawing techniques

“ดอกไม้” เป็นรูปอีกประเภทหนึ่งที่ผู้คนชอบวาดกันมาก เราสามารถวาดดอกไม้ได้มากมายหลายสายพันธ์ไม่มีเบื่อ และยังสามารถวาดได้ทั้งรูปเงาและรูปสี อีกทั้งยังวาดได้มากมายหลายเทคนิค ซึ่งเทคนิคที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ก็คือการวาดด้วยดินสอ และสีน้ำ การวาดด้วยดินสอทั้งดินสอดำและดินสอสี สามารถวาดได้เลยไม่ต้องผสมน้ำหรือรอแห้ง ส่วนสำหรับสีน้ำภาพที่ได้จะมีความละมุน สวยงาม หากแต่ต้องมีความเข้าใจในเรื่องของเทคนิคสีน้ำให้ดี และบางครั้งต้องรอแห้งก่อน ซึ่งในวันนี้เราจะมาแนะนำเทคนิคการวาดรูปดอกไม้ในเบื้องต้นกันก่อนดีกว่า…

ก่อนอื่นเราจะเริ่มต้นกันด้วย “ดอกกุหลาบ” ดอกไม้ยอดฮิต ที่ใครๆ ก็ต่างรู้จัก ให้คุณหาภาพกลุ่มดอกกุหลาบสวยๆ  ในอินเตอร์เน็ต ถ้าเจอภาพที่ถูกใจก็ปริ๊นออกมาซะ แต่ถ้าคุณต้องการจัดวางตำแหน่งของดอกไม้เอง ให้ไปซื้อมาสัก 4-5 ดอกในขนาดที่แตกต่างกัน แล้วนำมาปักลงในแจกันให้เรียบร้อย

ต่อมาวางตำแหน่งของกุหลาบแต่ละดอกรวมทั้งใบ อย่างคร่าวๆ เสียก่อน สำหรับมือใหม่ต้องวางแบบคร่าวๆ มาก เนื่องจากหลายๆ  คน ชอบเขียนรายละเอียดข้างกลีบไปด้วย แน่นอนว่าถ้ามีความชำนาญแล้วจะวาดอะไรก็ได้ แต่ถ้าคุณยังไม่ชำนาญ มันจะออกมาเพี้ยน ไม่สวยงาม โดยหลักของการวาดรูปทีสำคัญ คือ คุณจะต้องจับลักษณะเด่นของมันให้ได้ รวมทั้งทำความเข้าใจกับแบบ พร้อมดูภาพรวมตอนใกล้เสร็จ แล้วค่อยแต่งเติมโดยดูจากความเป็นไปได้ซึ่งมาจากตัวแบบ สำหรับดอกไม้ ถ้าคุณเห็นว่าตรงช่วงใบดูไม่ออกเลยว่าตรงไหนเป็นตรงไหน แนะนำว่าให้คุณมองจากที่มาของมัน นั่นก็คือก้าน เพราะว่าใบจะต้องเริ่มต้นมาจากตรงนี้กันทั้งนั้น ถ้าใบมันทับซ้อนกันมากๆ ก็ให้จับกลีบเด่นๆ สำคัญๆ เอาไว้ รวมถึงกลีบด้วยเช่นกัน อะไรที่มันเล็กๆ น้อยมากบางอันก็สามารถตัดทิ้งไปเลย

เคล็ดลับอีกประการหนึ่งคือการมองภาพรวม เนื่องจากการวาดรูปให้ออกมาสวยงามไม่ได้ดูจากจากพื้นที่ส่วนใดส่วนหนึ่งเพียงส่วนเดียวเท่านั้น บางคนวาดท้องฟ้าแล้วไม่สวย ไม่ถูกใจ ก็ไปนั่งแก้อยู่แต่ท้องฟ้า เข้าใจครับว่า อดใจไม่ไหวจริงๆ  แต่หากเราตัดใจจากตรงนี้ไปได้ ขอแนะนำว่าให้คุณวาดส่วนอื่นๆ จนเสร็จหมดทั้งภาพ แล้วค่อยดูภาพรวมอีกที ซึ่งคุณอาจมองเห็นทางแก้ทางอื่นที่ดีกว่า

นอกจากนี้อย่าลืมหรี่ตามองซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก นั่นก็คือการมองให้ภาพ ณ เห็นตรงหน้าให้มันเบลอๆ  ซึ่งการมองแบบนี้จะทำให้คุณมองเห็นโซนของน้ำหนักแต่ละจุดได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

ศิลปะแบบสื่อผสม ศิลปะแห่งจิตวิญญาณ

Mixed media Art of Elephant Spirit

ศิลปะ อย่างที่เรารู้กันดีว่าศิลปะนั้นถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาจากจินตนาการ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ ความรู้สึก สุนทรียภาพ หรือสิ่งต่างๆ รอบตัวที่สามารถนำมาสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อให้ผู้ที่ได้พบเห็นนั้นเกิดความรู้สึกมหัศจรรย์ ซึ่งศิลปะนั้นมีมากมายหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น งานปั้น ภาพวาดเขียน สิ่งประดิษฐ์ถักทอ ประติมากรรม เป็นต้น

เนื่องจากในปัจจุบันนี้เราอาจจะได้เห็นว่าศิลปะตอนนี้ได้ถูกประยุกต์เพื่อให้ดูเข้ากับยุคสมัยมากยิ่งขึ้น ผู้ที่สรรค์สร้างศิลปะเหล่านี้จึงนำศิลปะหลายแขนงมาผสมผสานกันเพื่อให้ศิลปะนั้นดูทันสมัยในผลงานชิ้นเดียว ซึ่งการที่จะทำออกมาจนเราเห็นนั้นผู้ที่ทำจะต้องเน้นหลักการใช้องค์ประกอบที่ถูกต้อง ส่วนมากงานศิลปะชนิดนี้มักจะเป็นงานที่สื่ออารมณ์และความรู้สึกของผู้ทำ ส่วนประกอบในการทำนั้นจะเป็นสิ่งที่หาได้ง่ายจากธรรมชาติไม่ว่าจะเป็น จากพืช สัตว์ หรือวัสดุสังเคราะห์ต่างๆ งานศิลป์ชนิดนี้จึงทำให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกประหลาดใจเมื่อได้พบเห็น ศิลปะแบบนี้เรามักจะเรียกกันว่า ศิลปะสื่อผสม นั่นเอง

ศิลปะสื่อผสมถือว่าเป็นการถ่ายทอดความคิด หรือเรื่องราวที่ผู้สร้างงานศิลป์มาได้อย่างดีเลยทีเดียว ศิลปะสื่อผสมสามารถทำออกมานำเสนอได้หลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น 2 หรือ 3 มิติแล้วแต่ความถนัดของแต่ละคนโดยส่วนมากแล้วจะเป็นงานที่ถูกสร้างออกมาเชิงวิจิตรศิลป์ ในการออกแบบผลงานนั้นจะเน้นหลักความสมดุล กลมกลืน หรือความขัดแย้งก็ได้ นำมาสรรค์สร้างในรูปแบบลายเส้น ลักษณะพื้นผิว ลวดลาย หรือแบบที่ตนต้องการเพื่อให้งานออกมาได้สวยงามและสมบูรณ์ที่สุด

หลักการสร้างสรรค์งานแบบศิลปะสื่อผสมนั้นเราจะเน้นในส่วนของหลักการ โดยเราจะมีหลักการในการสร้างงานขึ้นมาอยู่ 3 ประการ คือ ด้านความงาม ด้านความมั่นคงแข็งแรง และการนำไปใช้

  • ด้านความสวยงาม ผู้ที่ออกแบบผลงานนั้นจะต้องให้ความสำคัญสำหรับการออกแบบ และเข้าใจทุกศาสตร์ของศิลปะทุกแขนงเพื่อที่จะสามารถนำศิลปะมาผสมผสานเพื่อให้ได้ผลงานที่มีความสวยงาม และสมบูรณ์มากที่สุด ซึ่งผลงานของเขานั้นจะต้องดึงดูดคนดู กระตุ้นจิตวิญญาณของผู้ที่มารับชมให้รู้สึกตามที่เราคิดไว้
  • ด้านความมั่นคงแข็งแรง งานศิลปะนั้นนอกจากความสวยงามแล้ว คุณต้องคิดถึงความมั่นคงและแข็งแรงด้วยเพื่อที่ผลงานของคุณนั้นจะอยู่ให้ผู้รับชมได้ชื่นชมผลงานของคุณในระยะยาว ดังนั้นการสร้างศิลปะแต่ละชิ้นขึ้นมาคุณต้องให้ความสำคัญในการเลือกวัสดุที่จะนำมาผลิตด้วย
  • ด้านการนำไปใช้ ศิลปะสื่อผสมนั้นจะมีคุณค่าในตัวเองขึ้นมาได้หากว่าศิลปะของคุณนั้นถูกนำไปใช้ในทางที่ถูกต้องตามอุดมการณ์ของคุณ ซึ่งการนำไปใช้นั้นอาจจะไม่ใช้การใช้งาน แต่จะเป็นการนำไปสร้างเพื่อชักจูงความเชื่อมั่น เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ หรือเล่าเรื่องราวที่เราอยากจะถ่ายทอดได้อย่างถูกต้องเช่น อนุสาวรีย์ เป็นต้น

เปลี่ยนศิลปะและ Lifestyle ให้เป็นเงิน

the girl art two money

“ให้ศิลปะกลายมาเป็น Passion ที่คุณอยากตื่นขึ้นมาทำในทุกๆ เช้า” นี่คือแนวคิดของผู้หญิง ชื่อ “ป่าน ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา” เจ้าของแบรนด์ “JULI BAKER AND SUMMER” ซึ่งมีชื่อเสียงทั้งในหมู่คนไทยและชาวต่างชาติ หลายๆ คนยังคงยึดติดกับแนวคิดเก่าๆ เช่น ศิลปะจะนำมาหาเงินได้อย่างไร หรือถูกว่าว่าเป็นศิลปินไส้แห้งก็มี แต่สำหรับในยุคปัจจุบันนี้อะไรก็สามารถเป็นได้ ถ้าคุณฝีมือดีพอรวมเข้ากับความรัก, หลงใหล ในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ โดยคุณป่าน ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของมนุษย์อันมีต่อความรักงานศิลปะ และเธอไม่ยอมให้อะไรมาหยุดยั้งตัวเธอ

คุณป่าน-ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา คือศิลปินไทยรุ่นใหม่น่าจับตามองอีกคนหนึ่ง โดยเธอเริ่มต้นงานจากการวาดภาพประกอบ ซึ่งผลงานทุกชิ้นที่เธอสร้างมานั้นล้วนแล้วแต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งสิ้น มุ่งเน้นการใช้สีสันสดใส จนหยิบนำมาต่อยอดพัฒนามาสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ หลายชิ้น ภายใต้แบรนด์ “JULI BAKER AND SUMMER” มีลูกค้าคอย Collection ใหม่ ๆ ของเธออยู่เสมอ

สำหรับแรงบันดาลใจของเธอนั้น มาจากทุกอย่างรอบๆ ตัว เธอเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่สะสมมาตลอดชีวิต เช่น สถานที่เคยไป, สถานที่อยู่ทุกวัน, บุคคลที่สนิท หรือแม้แต่ Instagram ของคนที่เราชอบ เป็นต้น อย่างคุณป่านเองเป็นคนชอบออกไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ มาก เวลาออกเดินทางมันทำให้เธอเปิดตัวเองมากขึ้น รวมทั้งกล้าจะลองอะไรใหม่ๆ แล้วนำความรู้สึกนั้นเก็บกลับมาทำงาน มันคือการนำหลายอย่างๆ ของชีวิต มารวมกัน เพราะฉะนั้นเรื่องต่าง ๆ มันจะหล่อหลอมมาเป็นผลงานอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

อีกทั้งเธอยังมีแนวคิดอีกว่าสิ่งสำคัญสุดท้าย ในการทำทุกๆ อย่าง ไม่ใช่แค่การทำธุรกิจหรืองานศิลปะเท่านั้น คือ คนเราจะต้องมี Passion ในสิ่งที่ทำให้มากๆ รวมทั้งต้องรู้สึกสนุกไปกับมัน ต้องไม่กดดันตัวเองจนทำให้มันกลายเป็นเรื่องเครียด หรือเรื่องอันทำให้เรารู้สึกว่ามันคือปัญหาของชีวิต เพราะมันจะกลายเป็นเรื่องไม่สนุกไป คือ สำหรับคุณป่านไม่ว่าทำงานศิลปะหรือขายของ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องสนุกและอยากทำจริงๆ และเธอเชื่อว่าถ้าคนเราได้ทำอะไรที่รู้สึกว่ามี Passion  ต่อสิ่งนั้น มันจะออกมาดีอย่างแน่นอน ขอแค่มีความรักกับมันก่อนนั้นเอง สุดท้ายเธอฝากประโยคเด็ดซึ่งเธอพิสูจน์แล้วว่ามันคือเรื่องจริง คือ “ถ้าเราเอาหัวใจนำไป ประเดี๋ยวเงินจะตามมา แต่ถ้าเราเอาเงินนำไป มันก็จะไม่สนุก แน่นอนว่ามันก็ยากจะประสบความสำเร็จ”

จากคำนักวิจารณ์งานศิลปะ สู่งานศิลป์ชั้นเลิศ

art work

ศิลปะ คือสิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อให้การสื่อสารทางอารมณ์ สร้างจากความรู้สึก อารมณ์ หรือสุนทรียภาพ งานศิลปะนั้นถูกแบ่งออกมาเป็นหลากหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทนั้นมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป ตามความถนัดและความสามารถของแต่ละบุคคลที่ได้สร้างสรรค์ชิ้นงานเหล่านี้ขึ้นมา จากอารมณ์ หรือสิ่งนึกคิดต่างๆ ที่มีวัตถุประสงค์ให้ผู้ที่ได้เห็นนั้นชื่นชอบ และตีความหมายให้กับสิ่งที่เขาได้ทำออกมา ศิลปะมีความเป็นมาที่ยาวนานมากมีหลากหลายแขนง เช่น งานปั้น งานเขียน ดนตรี แสดง ภาพวาด หรือประติมากรรมต่างๆ ล้วนเป็นศิลปะทั้งสิ้น

ศิลปะนั้นสามารถปรับแต่งออกมาได้ให้เข้ากับยุคสมัย ดังนั้นศิลปะก็จำเป็นมากทีเดียวที่จะต้องมีผู้รู้มาวิจารณ์งาน หรือวิเคราะห์งานเพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ที่ทำงานศิลปะนั้นได้รู้จุดด้อยนำมาปรับปรุงให้เป็นจุดเด่น ทั้งนี้นอกเหนือจากที่เขาจะได้รู้จักการปรับปรุงแล้วเขายังจะได้ความรู้ และแรงบันดาลใจสร้างงาน ประยุกต์งานใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ แถมยังได้พัฒนาฝีมือในการสร้างงานศิลปะอีกด้วย

การวิเคราะห์กับการวิจารณ์งานศิลปะนั้น มีความหมายที่แตกต่างกันอย่างไร

  • การวิเคราะห์งานศิลปะ คือการแยกแยะงานศิลปะออกมาเป็นส่วนๆ แตกประเด็นให้ผู้ที่ทำงานศิลปะออกมาเห็นชัดเจนว่า เขานั้นรู้สึกอย่างไรกับภาพนี้ หรือผลงานศิลปะชิ้นนี้
  • การวิจารณ์งานศิลปะ คือการแสดงความคิดเห็นต่อผลงานของผู้ทำงานศิลปะ โดยคนที่วิจารณ์นั้นต้องวิจารณ์ตามหลักของศิลปะจริงๆ โดยอ้างอิงหลักเกณฑ์ต่างๆ ของศิลปะเพื่อให้ผู้จัดทำเข้าใจง่าย และนำมาประยุกต์ในการสร้างสรรค์ศิลปะต่อไป

คุณสมบัติของนักวิเคราะห์ และวิจารณ์งานศิลปะ

  • มีความรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวกับงานศิลปะไม่ว่าจะเป็นศิลปะประจำชาติ หรือแม้กระทั่งศิลปะสากล
  • ศึกษาจนมีความรู้ในด้านประวัติศาสตร์ต่างๆ ของศิลปะได้อย่างเชี่ยวชาญ
  • รู้จักแง่มุมต่างๆ ของศิลปะได้อย่างถี่ถ้วน
  • มีวิสัยทัศเกี่ยวกับศิลปะอย่างก้าวไกล และมีความเป็นตัวของตัวเองไม่คล้อยตามคนอื่น
  • กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นตามหลักเกณฑ์ของศาสตร์ให้ศิลป์ทั้งหมด ตามประสบการณ์และความรู้สึกที่มี

แนวทางและหลักเกณฑ์ในการวิเคราะห์งานศิลปะนั้น โดยทั่วไปแล้วจะมีหลักเกณฑ์เพื่อพิจารณาอยู่ 3 ประการคือ ด้านความงาม ด้านสาระ ด้านอารมณ์หรือความรู้สึก ซึ่งทุกด้านก็จะมีความสำคัญต่างกันออกไปดังนี้

  • ด้านความงาม เป็นการประเมินคุณค่าจากรูปภาพ หรือภาพวาดด้วยการใช้ความรู้และความเข้าใจมาวิจารณ์งาน เพราะด้านความงามนั้นจะต้องวิเคราะห์จากทักษะฝีมือ และการใช้อารมณ์ในการสร้างผลงานขึ้นมา
  • ด้านสาระ คือการวิเคราะห์ว่า ผลงานที่ออกมานั้นจุดประสงค์ส่งเสริมด้านคุณธรรม จริยธรรมหรือไม่ และภาพนี้มีสาระเกี่ยวกับอะไรบ้าง

ด้านความรู้สึก เป็นการประเมินผลงานจากคุณค่าทางความรู้สึก ว่าศิลปะที่ถูกสร้างออกมานั้น สามารถสื่อสารความรู้สึกอะไรได้บ้าง ในภาพวาดทำให้ผู้พบเห็นนั้นรู้สึกอย่างไรกับภาพนี้

การขูดสีเทียนทำอย่างไร

grated crayons

การสร้างงานศิลปะขึ้นมาชิ้นหนึ่งนั้น สามารถทำได้หลายเทคนิคและหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความถนัดและความพึงพอใจของผู้สร้างผลงาน และเทคนิคที่เราจะนำมาเสนอกันในวันนี้ เป็นอีกหนึ่งเทคนิคง่ายๆ ที่สถานศึกษาเตรียมไว้สอนเด็กวัยเล็กค่ะ

“การขูดสีเทียน” เป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่คุณสามารถทำด้วย ด้วยการระบายสีสันต่างๆ ให้เต็มพื้นที่กระดาษ หลังจากนั้นจึงใช้วัสดุปลายแหลมขูด เช่น ไม้เสียบลูกชิ้นหรือไม้จิ้มฟัน “วาด” ออกมาให้เป็นรูปร่างตามที่คุณต้องการ ซึ่งเป็นการสร้างสรรค์โดยการใช้จินตนาการอันสุดบรรเจิดของเด็ก รวมทั้งยังเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์อีกด้วย

เทคนิคการการขูดสีเทียน

  • เคล็ดลับของการระบายสีเทียนในลักษณะนี้ คุณควรใช้กระดาษผิวหยาบเพื่อให้มันสามารถกักเก็บเนื้อสีไว้ได้ เป็นอย่างดี เช่น กระดาษร้อยปอน เป็นต้น
  • เริ่มจากการระบายสีสเต็ปแรกแนะนำว่าใช้สีเข้มก่อน เนื่องจากสีเทียนเป็นสีทึบแสง สามารถใช้หลายๆ สีระบายกระจายไปทั่วๆ ในกระดาษได้เลย แต่เคล็ดลับ คือต้องระบายให้มีความกลมกลืนกันให้มาก เนื่องจากคุณต้องเผื่อพื้นที่ความลึกของพื้นผิวไว้ให้สีชั้นบนด้วย หลังจากนั้นแล้วจึงระบายสีชั้นต่อๆ ให้เป็นสีอ่อนขึ้นตามลำดับ โดยคุณอาจระบายสัก 3 ชั้นก็ได้ และชั้นสุดท้ายให้ระบายด้วย ‘สีดำ’ทั้งแผ่น
  • เคล็ดลับความสวย คือ ช่วงรอยต่อตะเข็บระหว่างสี คุณควรระบายให้มันบางกว่าในส่วนที่จะเปลี่ยนเป็นสีอื่นออกไปเพราะมันจะช่วยให้การผสมสีเป็นไปได้โดยง่าย
  • คุณควรวาดภาพที่มีขนาดใหญ่จะออกมาสวยกว่า เนื่องจากสีเทียนไม่เหมาะกับภาพที่มีขนาดเล็ก เวลาระบายด้วยเทคนิคนี้จะดูไม่สวยและไม่รู้เรื่อง ความสวยคือการโชว์สีที่อยู่ด้านล่าง
  • เวลาระบายเทียนลงไปเรื่อยๆ จะมีเศษสีหรือเม็ดแข็งๆ เกาะติดอยู่บนกระดาษ คุณควรใช้กระดาษทิชชู่หรือไม้เคาะหูปัดออกเบาๆ แล้วค่อยระบายอีกครั้ง เพื่อความเรียบเนียนสวยงามของชิ้นงาน
  • นอกจากนี้เมื่อคุณระบายเสร็จในแต่ละครั้ง แนะนำว่าให้นำกระดาษทิชชูมาเช็ดสีที่ติดอยู่ตรงปลายด้วย ดูแล้วต้องสะอาด เนื่องจากถ้าไม่เช็ดแล้วระบายซ้ำลงไป สีจะดูหม่นหมอง
  • เมื่อลงสีดำสนิทในชั้นสุดท้ายแล้ว ให้ปล่อยกระดาษแผ่นนั้นทิ้งไว้ให้แห้งสักครู่ ตรวจดูว่าไม่มีเศษอะไรกระจัดกระจายอยู่ แล้วให้ใช้ไม้จิ้มฟัน หรือไม้จิ้มลูกชิ้น ขูดสีดำพร้อมวาดเป็นรูปตามใจชอบ เมื่อขูดสีดำออกจะมีเส้นดำหลุดออกมาให้หยิบออกทุกครั้ง เพื่อจะได้ไม่ทำให้ภาพเลอะเทอะ
  • วาดภาพได้ตามใจชอบ

งานแอ็บสแตร็กส์ มีเสน่ห์ตรงไหน

abstract skull

การไปเยี่ยมชมงานศิลปะ เดินดูแกลอรี่ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมของหลายคน การเดินชมงานศิลปะเป็นการกล่อมเกลาจิตใจวิธีหนึ่ง เสริมสร้างความงามภายในจิตใจได้ด้วย หนึ่งในงานศิลปะที่หลายคนมีความคิดเห็นแตกต่างกันไปนั่นคือ งานศิลปะสายแอ็บสแตร็กส์ ภาพนามธรรมเหล่านี้มีเสน่ห์ตรงไหนกัน

ศิลปะงานแอ็บสแตร็กส์ เป็นแบบไหน

ศิลปะงานแอ็บสแตร็กส์ หากจะให้นิยามให้ง่ายสุดคือไม่มีนิยามอะไรเลย ภาพแบบนี้จะเป็นภาพนามธรรมอย่างถึงขีดสุด ภาพนามธรรมแบบนี้จะอยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ทุกแบบ ไม่ว่าจะเป็น สี เส้น แสง เงา ศิลปินสามารถทำได้หมด ทุกอย่างเป็นไปตามอารมณ์ แนวคิด ความต้องการของศิลปินล้วนๆ

เข้าให้ลึกถึงอารมณ์

เสน่ห์สำคัญของการเสพงานศิลป์แอ็บสแตร็กส์ นั่นคือ การเสพภาพเพื่อให้เข้าใจถึงอารมณ์ของศิลปิน ภาพแอ็บสแตร็กส์จะเป็นภาพนามธรรม การสร้างงานศิลป์แบบนี้ศิลปินผู้สร้างจะใช้อารมณ์อย่างมาก การเสพงานเพื่อให้เข้าใจอารมณ์ขณะนั้นของศิลปินกำลังสร้างงาน แม้ว่าจะยากแต่รับรองเลยว่าหากเราหยุดดูสักครู่ ตั้งสมาธิให้ดีรับรองเลยว่า เราจะเข้าถึงอารมณ์ภาพนั้นได้แบบไม่น่าเชื่อเลย บางคนรู้สึกเศร้า รู้สึกตื่นเต้น ทำได้หมด

ลายเส้น แสง สี เงา

หากใครเสพงานศิลปะ แล้วคาดหวังว่าจะต้องเห็นงานศิลปะตามกฎเกณฑ์การวาดภาพทั่วไปนั้นผิดถนัดเลย การสร้างภาพแอ็บสแตร็กส์เป็นการสร้างงานศิลป์จากอารมณ์ ความรู้สึก จินตนาการของศิลปิน ทำให้บางครั้งพวกเค้าเลือกทำตามอารมณ์มากกว่าหลักการเหตุผลใดๆทั้งสิ้น งานสายนี้บางชิ้นสวยงามให้อารมณ์มาก แต่ใช้สีผิดทฤษฏีสีก็มีมาเยอะ เสน่ห์ของภาพสายนี้มันอยู่ตรงนี้แหละ การสร้างงานศิลป์โดยไม่คำนึงถึงกฎเกณฑ์ทางศิลปะใดๆทั้งสิ้น มันกลับทำให้ภาพนั้นสวยกว่าภาพที่สร้างขึ้นโดยเน้นหลักการทางศิลปะเสียอีก (ไม่น่าเชื่อใช่ไหมล่ะ)

ความหมายของภาพ

ภาพแอ็บสแตร็กส์ บางครั้งศิลปินจะไม่ใส่ข้อความอะไรไว้ให้เลย แม้แต่ชื่อภาพ เค้าต้องการให้เราตีความภาพนั้นด้วยตัวเอง นี่มันก็เป็นเสน่ห์ของภาพแบบนี้เช่นกัน ภาพหนึ่งภาพตีความหมายได้เป็นล้านคำ ช่างเหมาะกับนิยามภาพสายแอ็บสแตร็กส์มาก หรือบางครั้งเราอาจจะได้สนุกกับสารบางอย่างที่ศิลปินสื่อมาก็มี อาจจะซ้อนอยู่ในชื่อภาพ ก็เป็นได้ การเล่นระหว่างศิลปิน กับผู้เสพงานแบบนี้ ยิ่งทำให้งานดูน่าค้นหาในอีกมุมมองหนึ่ง

แต่อีกมุมมองหนึ่งการเสพงาน แอ็บสแตร็กส์ แบบนี้เราอาจจะไม่ได้ความหมายอะไรเลยก็ได้ เอาความสวย อารมณ์ เป็นที่ตั้งอย่างนี้ก็มีเหมือนกัน เรียกได้ว่า ภาพแอ็บสแตร็กส์ อาจจะสื่อถึงอะไรก็ได้ หรือ ไม่สื่อถึงอะไรเลยก็ได้คงไม่ผิดนัก ความเป็นนามธรรมนี่แหละ ทำให้ภาพแอ็บสแตร็กส์มีเสน่ห์จนหลายคนชื่นชอบ

สีโทนร้อน กับ สีโทนเย็น แตกต่างกันอย่างไร

colors hot and cool

การวาดภาพ ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะประเภทไหนทั้งแบบออฟไลน์ หรือ แบบออนไลน์ เชื่อว่าถ้าไม่ใช่กลุ่มงานขาวดำ เรื่องสีถือว่ามีส่วนอย่างมากในการทำชิ้นงานออกมา สีมีผลต่อความสวยงาม ยังมีผลต่ออารมณ์ของภาพ อารมณ์ของศิลปิน รวมถึงการสื่อสารภาพออกมาด้วย สีอาจจะแบ่งได้หลายแบบ วิธีแบ่งได้ง่ายสุดนั่นคือ สีโทนร้อน กับ สีโทนเย็น สีสองกลุ่มนี้แตกต่างกันอย่างไร เรามาหาคำตอบกัน

รายละเอียดของสี แตกต่างกัน

สีหากเราจะแบ่งออกเป็นวงจรของสีไล่มาตั้งแต่แม่สี(สีขั้นปฐมภูมิ) สีแดง สีน้ำเงิน สีเหลือง จากนั้นก็นำมาผสมกันจนเป็นสีขั้นทุติยภูมิ จนถึงสีขั้นตติยภูมิ หากเราจะแบ่งสีออกเป็นสองกลุ่ม สีโทนร้อนจะเริ่มตั้งแต่สีแดง สีแดงเหลือง สีส้ม ไปจนถึงสีเหลือง ส่วนสีโทนเย็นจะเริ่มจาก สีเหลืองอมเขียว สีเขียว สีเขียวอมน้ำเงิน สีน้ำเงิน จนถึงสีม่วง หากเราเปรียบเทียบวงจรสีจะเห็นว่าสีโทนร้อนกับสีโทนเย็นจะตรงข้ามกันจนเหมือนคนละด้าน แต่บางทฤษฎีก็แย้งว่าบางครั้งเราก็สามารถทำให้สีโทนร้อนเป็นโทนเย็นได้ ยกตัวอย่างเช่น สีแดงหากเป็นสีแดงที่มีความเข้มข้นไปทางน้ำเงินมากกว่าก็จะเหมาว่าโทนเย็นก็ได้ เช่นกันหากสีเขียว เดิมเป็นสีโทนเย็น แต่หากสีเขียวที่ส่วนผสมสีน้ำเงินมากกว่าเหลืองมันก็จะกลายเป็นสีโทนร้อนได้

อารมณ์แตกต่างกัน

สีโทนร้อน สีโทนเย็น นอกจากเรื่องความสวยงาม ข้อแตกต่างของสีสองกลุ่มนี้ นั่นคือ อารมณ์ของสีจะแตกต่างกันด้วยแม้ว่าจะเป็นภาพเดียวกันเป๊ะก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น หากเราวาดภาพเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเหมือนกันทุกประการ สองภาพ ภาพแรกเราระบายสีด้วยสีโทนร้อน ผมสีแดงน้ำตาล เสื้อสีแดง ภาพสองระบายด้วยสีโทนเย็น ผมสีน้ำเงิน เสื้อสีแดงอมเขียว จากนั้นนำภาพทั้งสองมาวางเทียบกัน เชื่อว่าเราจะมองเห็นความแตกต่างชัดเจนเรื่องอารมณ์ ภาพเด็กผู้หญิงคนแรกจากกลุ่มสีโทนร้อน เราจะรู้สึกได้ถึงความร้อนแรง ความแข็งแกร่ง เหมือนเป็นเด็กผู้หญิงไม่กลัวใคร ภาพจากสีโทนเย็นเด็กผู้หญิงคนนี้จะให้ความรู้สึกผ่อนคลาย มากกว่า นี่แหละคือพลังงานของโทนสี

การใช้สีควบคู่

โทนสีทั้งสองหากอยากให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น เราต้องเลือกคู่สีให้ส่งเสริมกันด้วย สีทั้งสองโทนจะมีสีเกื้อหนุนแตกต่างกัน สีโทนร้อนสีแดงอาจจะใช้สีส้ม สีเหลืองมาเกื้อหนุน  สีโทนเย็นอย่างสีน้ำเงินอาจจะใช้สีเขียวอ่อนมาหนุนเพื่อให้สีน้ำเงินโดดเด่นยิ่งขึ้น ข้อสังเกตสีเกื้อหนุนจะเป็นสีกลุ่มเดียวกัน อยู่ใกล้กันนั่นเอง นี้คือความแตกต่างของสีทั้งสองโทน

งานศิลปะระดับโลกที่มีชื่อเสียง 10 อันดับที่คนพูดถึงตลอดกาล

ACreation of Adam

งานศิลปะเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความสวยงามให้กับโลกใบนี้ได้อย่างยาวนานยิ่งเป็นงานศิลปะที่มีชื่อเสียงก็จะเห็นได้ว่านั่นไม่ใช่งานศิลปะธรรมดาแต่ยังแฝงเอาไว้ด้วยความน่าสนใจ ข้อคิดเห็น การตั้งคำถาม และการสื่อความหมายอีกมากมาย ลองมาทำความรู้จักกับ 10 อันดับงานศิลปะที่คนพูดถึงตลอดกาลนับตั้งแต่งานนั้นเกิดขึ้นจนถึงปัจจุบัน รับรองว่าแต่ละงานน่าสนใจสุดๆ ไปเลย

10 อันดับงานศิลปะระดับโลกอันมีชื่อเสียงที่คนยังคงพูดถึงตลอดกาล

  1. ภาพ Mona Lisa – ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าภาพเขียนของ เลโอนาร์โด ดาวินชี เป็นภาพเขียนที่มีคนรู้จักมากที่สุดในโลก เขาเขียนภาพนี้ด้วยศิลปะการเขียนภาพสีบนไม้ตั้งแต่ปี 1503 หรือ 1504 ก่อนเสร็จในปี 1519 ก่อนเขาเสียชีวิตไม่นาน เป็นภาพหญิงสาวอันแสนงดงามและเป็นงานศลปะที่น่าจะโด่งดังมากที่สุดในโลก
  2. ภาพ Starry Night – ผลงานของวินเซนต์ แวนโก๊ะ ศิลปินชาวดัตช์ที่ใช้เทคนิคการสร้างภาพสีน้ำมันบนผ้าใบ ถือเป็นหนึ่งในภาพเขียนที่โด่งดังที่สุดของเขาและเป็นภาพเขียนที่โด่งดังมากที่สุดของโลกด้วยเช่นกัน
  3. ภาพ The Last Supper – ภาพกระยาหารค่ำมื้อสุดท้ายนี่เป็นจิตรกรรมฝาผนังที่ถูกเขียนตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 โดยเลโอนาร์โด ดาวินชี บริเวณผนังโรงอาหารในโบสถ์ Santa Maria Delle Grazie
  4. ภาพ Creation of Adam – ภาพงานปูนเปียกฝีมือของไมเคิล แองเจโล บนเพดานของโบสถ์น้อยซิสติน กรุงวาติกัน เขียนในช่วงปี 1508 – 1512
  5. ภาพ The Princess of Memory – งานศิลปะสุดล้ำเขียนโดย ซัลบาโด ดาลี ศิลปินชาวสเปนเมื่อปี 1931 จัดเป็นหนึ่งในผลงานที่น่าสนใจและน่าประหลาดมากๆ งานหนึ่งในวงการศิลปะก็ว่าได้
  6. ภาพ Girl with A Pearl Earring – ถูกขนานนามให้เป็นโมนาลิซ่าชาวดัตช์ เขียนโดย โยฮัน ฟอร์เม เป็นภาพที่ข้อมูลน้อยมากๆ แต่ก็ยังได้รับการยกย่องให้เป็นงานศิลปะที่ดีที่สุดงานหนึ่งบนโลก
  7. รูปปั้น David – รูปปั้นอันโด่งดังหน้าตาเป็นชานหนุ่มที่งดงามถูกสร้างขึ้นโดยไมเคิล แองเจโล ว่ากันว่างานศิลปะนี้หากมองลึกลงไปให้ดีจะพบกับความหมายที่ซอนอยู่อย่างน่าเกรงขาม
  8. ภาพ The Scream – ภาพเขียนสไตล์สีน้ำมัน สีฝุ่น สีชอล์กที่ถูกผสมผสานลงบนกระดาษแข็ง โดยเอ็ดเวิร์ด มุงค์ ยอดศิลปินชาวนอร์เวย์ เป็นภาพที่บ่งบอกเรื่องราวได้อย่างน่าสนใจเช่นเดียวกับภาพวาดที่แปลก
  9. ภาพ Self-Portrait Without Beard – ภาพเขียนที่ดีทีสุดตลอดกาลอีกงานของวินเซนต์ แวนโก๊ะ น่าจะเป็นภาพเหมือนชิ้นสุดท้ายของเขาเป็นภาพแสดงตัวเขาแบบไร้เครา
  10. ภาพ Birth of Venus – งานศิลปะของ ซานโดร บอตติเซลลี ศิลปินชาวอิตาลี ถือเป็นงานศิลปะที่มีความหมายน่าสนใจมาก

เทคนิคการใช้สีน้ำให้สวย ให้ออกมาดูดีจนงดงาม

การวาดรูปโดยใช้เทคนิคสีน้ำนั้น จะให้ความรู้สึกละมุนและมีการใช้เทคนิคต่างๆ เพื่อให้ภาพมีความสวยงามมากยิ่งขึ้น แต่การวาดรูปโดยใช้สีน้ำนั้นไม่ง่ายเลย เพราะถ้าเราระบายช้าเกินไปสีจะไม่ค่อยกลมกลืนกันสักเท่าไหร่นัก แต่หากเราระบายเร็วเกินไป สีก็อาจจะผสมกันเละเทะกลายเป็นสีคล้ำๆ ดำๆ หรือสีเน่านั่นเอง แถมการกะน้ำหนักก็ยากกว่าสีอื่นอีกด้วย ทำให้มือใหม่ทั้งหลายอาจเกิดความท้อแท้ได้ง่าย ด้วยเหตุนี้เองวันนี้เราจึงจะมาแนะนำเทคนิคการวาดรูปโดยใช้เทคนิคสีน้ำให้สวยงามกันค่ะ เมื่อรู้เทคนิคเหล่านี้แล้วการใช้สีน้ำก็จะเป็นเรื่องง่ายมากขึ้นอย่างแน่นอน

การระบายแบบเปียกบนแห้ง

Wet into Dry เป็นเทคนิคการระบายสีน้ำในแบบนำสีผสมน้ำให้เปียกชุ่ม เสร็จแล้วก็นำไประบายลงในกระดาษแห้ง โดยไม่ต้องระบายน้ำลงบนกระดาษให้เปียกก่อน เมื่อระบายอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เกิดสีเรียบเนียน

เหมาะสำหรับ การระบายรูปทรงเรขาคณิต หรือวัตถุสิ่งของที่มีพื้นผิวเรียบ เช่น พื้น ผนัง อาคาร ต่างๆ เป็นต้น

การระบายแบบแห้งบนแห้ง

Dry on Dry เป็นเทคนิคการระบายสีน้ำในรูปแบบสีข้นหนืด มีการผสมน้ำเล็กน้อย และนำไประบายลงบนกระดาษที่แห้งสนิท ไม่เปียกน้ำเหมาะสำหรับ การแสดงให้เห็นถึงลักษณะผิวของวัตถุที่มีความหยาบ ขรุขระ แข็งกระด้าง เช่น ผิวของเปลือกไม้ ผิวของดิน หิน ผนังต่างๆ รวมทั้งยังนำไปใช้ในการเก็บรายละเอียดของภาพขั้นตอนสุดท้าย เทคนิคนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความ

ชำนาญในการใช้พู่กันของผู้วาดอีกด้วย

การระบายแบบเปียกบนเปียก

Wet into Wet เป็นเทคนิคการระบายสีน้ำแบบเหลวเปียกชุ่มลงบนกระดาษเปียกชุ่ม สีที่ลงไปนั้นด้วยความที่มันเปียกทั้งตัวสี และทั้งกระดาษ จึงทำให้สีซึมผสมเข้าหากัน ให้ความรู้สึกเปียกชุ่มน้ำตลอดเวลาเหมาะสำหรับ การระบายภาพ ท้องฟ้า ผืนน้ำ ภูเขา แนวป่าในระยะไกล

การระบายแบบใช้เทคนิคต่างๆ

Texture Surface เป็นเทคนิคที่ต้องมีการเตรียมพื้นผิวของกระดาษด้วยการใช้อุปกรณ์ต่างๆ เข้ามาช่วย ก่อนการลงสี และหลังการระบายสี เช่น การหยดเทียนไข เพื่อสร้างรอยบนกระดาษก่อนจะระบายสีทับลงไป การขูดขีด ด้วยของมีคมการนำแอลกอฮอล์มาหยดลงบนสีที่ยังไม่แห้ง การทำทิชชู่มาซับลงบนสีเพื่อทำลวดลายต่างๆ เป็นต้น

และนี่คือเทคนิคแบบง่ายๆ ที่สามารถนำไปฝึกฝนด้วยตนเองได้ อย่าลืมว่าแม้เราจะรู้ถึงเทคนิคต่างๆ อย่างมากมาย แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการหมั่นฝึกฝนอย่างเป็นประจำ หากเราไม่ท้อถอย เราย่อมจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกลับคืนมาอย่างแน่นอน