งานแอ็บสแตร็กส์ มีเสน่ห์ตรงไหน

abstract skull

การไปเยี่ยมชมงานศิลปะ เดินดูแกลอรี่ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมของหลายคน การเดินชมงานศิลปะเป็นการกล่อมเกลาจิตใจวิธีหนึ่ง เสริมสร้างความงามภายในจิตใจได้ด้วย หนึ่งในงานศิลปะที่หลายคนมีความคิดเห็นแตกต่างกันไปนั่นคือ งานศิลปะสายแอ็บสแตร็กส์ ภาพนามธรรมเหล่านี้มีเสน่ห์ตรงไหนกัน

ศิลปะงานแอ็บสแตร็กส์ เป็นแบบไหน

ศิลปะงานแอ็บสแตร็กส์ หากจะให้นิยามให้ง่ายสุดคือไม่มีนิยามอะไรเลย ภาพแบบนี้จะเป็นภาพนามธรรมอย่างถึงขีดสุด ภาพนามธรรมแบบนี้จะอยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ทุกแบบ ไม่ว่าจะเป็น สี เส้น แสง เงา ศิลปินสามารถทำได้หมด ทุกอย่างเป็นไปตามอารมณ์ แนวคิด ความต้องการของศิลปินล้วนๆ

เข้าให้ลึกถึงอารมณ์

เสน่ห์สำคัญของการเสพงานศิลป์แอ็บสแตร็กส์ นั่นคือ การเสพภาพเพื่อให้เข้าใจถึงอารมณ์ของศิลปิน ภาพแอ็บสแตร็กส์จะเป็นภาพนามธรรม การสร้างงานศิลป์แบบนี้ศิลปินผู้สร้างจะใช้อารมณ์อย่างมาก การเสพงานเพื่อให้เข้าใจอารมณ์ขณะนั้นของศิลปินกำลังสร้างงาน แม้ว่าจะยากแต่รับรองเลยว่าหากเราหยุดดูสักครู่ ตั้งสมาธิให้ดีรับรองเลยว่า เราจะเข้าถึงอารมณ์ภาพนั้นได้แบบไม่น่าเชื่อเลย บางคนรู้สึกเศร้า รู้สึกตื่นเต้น ทำได้หมด

ลายเส้น แสง สี เงา

หากใครเสพงานศิลปะ แล้วคาดหวังว่าจะต้องเห็นงานศิลปะตามกฎเกณฑ์การวาดภาพทั่วไปนั้นผิดถนัดเลย การสร้างภาพแอ็บสแตร็กส์เป็นการสร้างงานศิลป์จากอารมณ์ ความรู้สึก จินตนาการของศิลปิน ทำให้บางครั้งพวกเค้าเลือกทำตามอารมณ์มากกว่าหลักการเหตุผลใดๆทั้งสิ้น งานสายนี้บางชิ้นสวยงามให้อารมณ์มาก แต่ใช้สีผิดทฤษฏีสีก็มีมาเยอะ เสน่ห์ของภาพสายนี้มันอยู่ตรงนี้แหละ การสร้างงานศิลป์โดยไม่คำนึงถึงกฎเกณฑ์ทางศิลปะใดๆทั้งสิ้น มันกลับทำให้ภาพนั้นสวยกว่าภาพที่สร้างขึ้นโดยเน้นหลักการทางศิลปะเสียอีก (ไม่น่าเชื่อใช่ไหมล่ะ)

ความหมายของภาพ

ภาพแอ็บสแตร็กส์ บางครั้งศิลปินจะไม่ใส่ข้อความอะไรไว้ให้เลย แม้แต่ชื่อภาพ เค้าต้องการให้เราตีความภาพนั้นด้วยตัวเอง นี่มันก็เป็นเสน่ห์ของภาพแบบนี้เช่นกัน ภาพหนึ่งภาพตีความหมายได้เป็นล้านคำ ช่างเหมาะกับนิยามภาพสายแอ็บสแตร็กส์มาก หรือบางครั้งเราอาจจะได้สนุกกับสารบางอย่างที่ศิลปินสื่อมาก็มี อาจจะซ้อนอยู่ในชื่อภาพ ก็เป็นได้ การเล่นระหว่างศิลปิน กับผู้เสพงานแบบนี้ ยิ่งทำให้งานดูน่าค้นหาในอีกมุมมองหนึ่ง

แต่อีกมุมมองหนึ่งการเสพงาน แอ็บสแตร็กส์ แบบนี้เราอาจจะไม่ได้ความหมายอะไรเลยก็ได้ เอาความสวย อารมณ์ เป็นที่ตั้งอย่างนี้ก็มีเหมือนกัน เรียกได้ว่า ภาพแอ็บสแตร็กส์ อาจจะสื่อถึงอะไรก็ได้ หรือ ไม่สื่อถึงอะไรเลยก็ได้คงไม่ผิดนัก ความเป็นนามธรรมนี่แหละ ทำให้ภาพแอ็บสแตร็กส์มีเสน่ห์จนหลายคนชื่นชอบ

สีโทนร้อน กับ สีโทนเย็น แตกต่างกันอย่างไร

colors hot and cool

การวาดภาพ ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะประเภทไหนทั้งแบบออฟไลน์ หรือ แบบออนไลน์ เชื่อว่าถ้าไม่ใช่กลุ่มงานขาวดำ เรื่องสีถือว่ามีส่วนอย่างมากในการทำชิ้นงานออกมา สีมีผลต่อความสวยงาม ยังมีผลต่ออารมณ์ของภาพ อารมณ์ของศิลปิน รวมถึงการสื่อสารภาพออกมาด้วย สีอาจจะแบ่งได้หลายแบบ วิธีแบ่งได้ง่ายสุดนั่นคือ สีโทนร้อน กับ สีโทนเย็น สีสองกลุ่มนี้แตกต่างกันอย่างไร เรามาหาคำตอบกัน

รายละเอียดของสี แตกต่างกัน

สีหากเราจะแบ่งออกเป็นวงจรของสีไล่มาตั้งแต่แม่สี(สีขั้นปฐมภูมิ) สีแดง สีน้ำเงิน สีเหลือง จากนั้นก็นำมาผสมกันจนเป็นสีขั้นทุติยภูมิ จนถึงสีขั้นตติยภูมิ หากเราจะแบ่งสีออกเป็นสองกลุ่ม สีโทนร้อนจะเริ่มตั้งแต่สีแดง สีแดงเหลือง สีส้ม ไปจนถึงสีเหลือง ส่วนสีโทนเย็นจะเริ่มจาก สีเหลืองอมเขียว สีเขียว สีเขียวอมน้ำเงิน สีน้ำเงิน จนถึงสีม่วง หากเราเปรียบเทียบวงจรสีจะเห็นว่าสีโทนร้อนกับสีโทนเย็นจะตรงข้ามกันจนเหมือนคนละด้าน แต่บางทฤษฎีก็แย้งว่าบางครั้งเราก็สามารถทำให้สีโทนร้อนเป็นโทนเย็นได้ ยกตัวอย่างเช่น สีแดงหากเป็นสีแดงที่มีความเข้มข้นไปทางน้ำเงินมากกว่าก็จะเหมาว่าโทนเย็นก็ได้ เช่นกันหากสีเขียว เดิมเป็นสีโทนเย็น แต่หากสีเขียวที่ส่วนผสมสีน้ำเงินมากกว่าเหลืองมันก็จะกลายเป็นสีโทนร้อนได้

อารมณ์แตกต่างกัน

สีโทนร้อน สีโทนเย็น นอกจากเรื่องความสวยงาม ข้อแตกต่างของสีสองกลุ่มนี้ นั่นคือ อารมณ์ของสีจะแตกต่างกันด้วยแม้ว่าจะเป็นภาพเดียวกันเป๊ะก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น หากเราวาดภาพเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเหมือนกันทุกประการ สองภาพ ภาพแรกเราระบายสีด้วยสีโทนร้อน ผมสีแดงน้ำตาล เสื้อสีแดง ภาพสองระบายด้วยสีโทนเย็น ผมสีน้ำเงิน เสื้อสีแดงอมเขียว จากนั้นนำภาพทั้งสองมาวางเทียบกัน เชื่อว่าเราจะมองเห็นความแตกต่างชัดเจนเรื่องอารมณ์ ภาพเด็กผู้หญิงคนแรกจากกลุ่มสีโทนร้อน เราจะรู้สึกได้ถึงความร้อนแรง ความแข็งแกร่ง เหมือนเป็นเด็กผู้หญิงไม่กลัวใคร ภาพจากสีโทนเย็นเด็กผู้หญิงคนนี้จะให้ความรู้สึกผ่อนคลาย มากกว่า นี่แหละคือพลังงานของโทนสี

การใช้สีควบคู่

โทนสีทั้งสองหากอยากให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น เราต้องเลือกคู่สีให้ส่งเสริมกันด้วย สีทั้งสองโทนจะมีสีเกื้อหนุนแตกต่างกัน สีโทนร้อนสีแดงอาจจะใช้สีส้ม สีเหลืองมาเกื้อหนุน  สีโทนเย็นอย่างสีน้ำเงินอาจจะใช้สีเขียวอ่อนมาหนุนเพื่อให้สีน้ำเงินโดดเด่นยิ่งขึ้น ข้อสังเกตสีเกื้อหนุนจะเป็นสีกลุ่มเดียวกัน อยู่ใกล้กันนั่นเอง นี้คือความแตกต่างของสีทั้งสองโทน

งานศิลปะระดับโลกที่มีชื่อเสียง 10 อันดับที่คนพูดถึงตลอดกาล

ACreation of Adam

งานศิลปะเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความสวยงามให้กับโลกใบนี้ได้อย่างยาวนานยิ่งเป็นงานศิลปะที่มีชื่อเสียงก็จะเห็นได้ว่านั่นไม่ใช่งานศิลปะธรรมดาแต่ยังแฝงเอาไว้ด้วยความน่าสนใจ ข้อคิดเห็น การตั้งคำถาม และการสื่อความหมายอีกมากมาย ลองมาทำความรู้จักกับ 10 อันดับงานศิลปะที่คนพูดถึงตลอดกาลนับตั้งแต่งานนั้นเกิดขึ้นจนถึงปัจจุบัน รับรองว่าแต่ละงานน่าสนใจสุดๆ ไปเลย

10 อันดับงานศิลปะระดับโลกอันมีชื่อเสียงที่คนยังคงพูดถึงตลอดกาล

  1. ภาพ Mona Lisa – ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าภาพเขียนของ เลโอนาร์โด ดาวินชี เป็นภาพเขียนที่มีคนรู้จักมากที่สุดในโลก เขาเขียนภาพนี้ด้วยศิลปะการเขียนภาพสีบนไม้ตั้งแต่ปี 1503 หรือ 1504 ก่อนเสร็จในปี 1519 ก่อนเขาเสียชีวิตไม่นาน เป็นภาพหญิงสาวอันแสนงดงามและเป็นงานศลปะที่น่าจะโด่งดังมากที่สุดในโลก
  2. ภาพ Starry Night – ผลงานของวินเซนต์ แวนโก๊ะ ศิลปินชาวดัตช์ที่ใช้เทคนิคการสร้างภาพสีน้ำมันบนผ้าใบ ถือเป็นหนึ่งในภาพเขียนที่โด่งดังที่สุดของเขาและเป็นภาพเขียนที่โด่งดังมากที่สุดของโลกด้วยเช่นกัน
  3. ภาพ The Last Supper – ภาพกระยาหารค่ำมื้อสุดท้ายนี่เป็นจิตรกรรมฝาผนังที่ถูกเขียนตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 โดยเลโอนาร์โด ดาวินชี บริเวณผนังโรงอาหารในโบสถ์ Santa Maria Delle Grazie
  4. ภาพ Creation of Adam – ภาพงานปูนเปียกฝีมือของไมเคิล แองเจโล บนเพดานของโบสถ์น้อยซิสติน กรุงวาติกัน เขียนในช่วงปี 1508 – 1512
  5. ภาพ The Princess of Memory – งานศิลปะสุดล้ำเขียนโดย ซัลบาโด ดาลี ศิลปินชาวสเปนเมื่อปี 1931 จัดเป็นหนึ่งในผลงานที่น่าสนใจและน่าประหลาดมากๆ งานหนึ่งในวงการศิลปะก็ว่าได้
  6. ภาพ Girl with A Pearl Earring – ถูกขนานนามให้เป็นโมนาลิซ่าชาวดัตช์ เขียนโดย โยฮัน ฟอร์เม เป็นภาพที่ข้อมูลน้อยมากๆ แต่ก็ยังได้รับการยกย่องให้เป็นงานศิลปะที่ดีที่สุดงานหนึ่งบนโลก
  7. รูปปั้น David – รูปปั้นอันโด่งดังหน้าตาเป็นชานหนุ่มที่งดงามถูกสร้างขึ้นโดยไมเคิล แองเจโล ว่ากันว่างานศิลปะนี้หากมองลึกลงไปให้ดีจะพบกับความหมายที่ซอนอยู่อย่างน่าเกรงขาม
  8. ภาพ The Scream – ภาพเขียนสไตล์สีน้ำมัน สีฝุ่น สีชอล์กที่ถูกผสมผสานลงบนกระดาษแข็ง โดยเอ็ดเวิร์ด มุงค์ ยอดศิลปินชาวนอร์เวย์ เป็นภาพที่บ่งบอกเรื่องราวได้อย่างน่าสนใจเช่นเดียวกับภาพวาดที่แปลก
  9. ภาพ Self-Portrait Without Beard – ภาพเขียนที่ดีทีสุดตลอดกาลอีกงานของวินเซนต์ แวนโก๊ะ น่าจะเป็นภาพเหมือนชิ้นสุดท้ายของเขาเป็นภาพแสดงตัวเขาแบบไร้เครา
  10. ภาพ Birth of Venus – งานศิลปะของ ซานโดร บอตติเซลลี ศิลปินชาวอิตาลี ถือเป็นงานศิลปะที่มีความหมายน่าสนใจมาก

เทคนิคการใช้สีน้ำให้สวย ให้ออกมาดูดีจนงดงาม

การวาดรูปโดยใช้เทคนิคสีน้ำนั้น จะให้ความรู้สึกละมุนและมีการใช้เทคนิคต่างๆ เพื่อให้ภาพมีความสวยงามมากยิ่งขึ้น แต่การวาดรูปโดยใช้สีน้ำนั้นไม่ง่ายเลย เพราะถ้าเราระบายช้าเกินไปสีจะไม่ค่อยกลมกลืนกันสักเท่าไหร่นัก แต่หากเราระบายเร็วเกินไป สีก็อาจจะผสมกันเละเทะกลายเป็นสีคล้ำๆ ดำๆ หรือสีเน่านั่นเอง แถมการกะน้ำหนักก็ยากกว่าสีอื่นอีกด้วย ทำให้มือใหม่ทั้งหลายอาจเกิดความท้อแท้ได้ง่าย ด้วยเหตุนี้เองวันนี้เราจึงจะมาแนะนำเทคนิคการวาดรูปโดยใช้เทคนิคสีน้ำให้สวยงามกันค่ะ เมื่อรู้เทคนิคเหล่านี้แล้วการใช้สีน้ำก็จะเป็นเรื่องง่ายมากขึ้นอย่างแน่นอน

การระบายแบบเปียกบนแห้ง

Wet into Dry เป็นเทคนิคการระบายสีน้ำในแบบนำสีผสมน้ำให้เปียกชุ่ม เสร็จแล้วก็นำไประบายลงในกระดาษแห้ง โดยไม่ต้องระบายน้ำลงบนกระดาษให้เปียกก่อน เมื่อระบายอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เกิดสีเรียบเนียน

เหมาะสำหรับ การระบายรูปทรงเรขาคณิต หรือวัตถุสิ่งของที่มีพื้นผิวเรียบ เช่น พื้น ผนัง อาคาร ต่างๆ เป็นต้น

การระบายแบบแห้งบนแห้ง

Dry on Dry เป็นเทคนิคการระบายสีน้ำในรูปแบบสีข้นหนืด มีการผสมน้ำเล็กน้อย และนำไประบายลงบนกระดาษที่แห้งสนิท ไม่เปียกน้ำเหมาะสำหรับ การแสดงให้เห็นถึงลักษณะผิวของวัตถุที่มีความหยาบ ขรุขระ แข็งกระด้าง เช่น ผิวของเปลือกไม้ ผิวของดิน หิน ผนังต่างๆ รวมทั้งยังนำไปใช้ในการเก็บรายละเอียดของภาพขั้นตอนสุดท้าย เทคนิคนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความ

ชำนาญในการใช้พู่กันของผู้วาดอีกด้วย

การระบายแบบเปียกบนเปียก

Wet into Wet เป็นเทคนิคการระบายสีน้ำแบบเหลวเปียกชุ่มลงบนกระดาษเปียกชุ่ม สีที่ลงไปนั้นด้วยความที่มันเปียกทั้งตัวสี และทั้งกระดาษ จึงทำให้สีซึมผสมเข้าหากัน ให้ความรู้สึกเปียกชุ่มน้ำตลอดเวลาเหมาะสำหรับ การระบายภาพ ท้องฟ้า ผืนน้ำ ภูเขา แนวป่าในระยะไกล

การระบายแบบใช้เทคนิคต่างๆ

Texture Surface เป็นเทคนิคที่ต้องมีการเตรียมพื้นผิวของกระดาษด้วยการใช้อุปกรณ์ต่างๆ เข้ามาช่วย ก่อนการลงสี และหลังการระบายสี เช่น การหยดเทียนไข เพื่อสร้างรอยบนกระดาษก่อนจะระบายสีทับลงไป การขูดขีด ด้วยของมีคมการนำแอลกอฮอล์มาหยดลงบนสีที่ยังไม่แห้ง การทำทิชชู่มาซับลงบนสีเพื่อทำลวดลายต่างๆ เป็นต้น

และนี่คือเทคนิคแบบง่ายๆ ที่สามารถนำไปฝึกฝนด้วยตนเองได้ อย่าลืมว่าแม้เราจะรู้ถึงเทคนิคต่างๆ อย่างมากมาย แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการหมั่นฝึกฝนอย่างเป็นประจำ หากเราไม่ท้อถอย เราย่อมจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกลับคืนมาอย่างแน่นอน